Archive | March, 2008

สีดา รีสอร์ท ที่พักแห่งที่สองในนครนายก

31 Mar
 
เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะพัก 2 ที่กับเวลา 2 คืนในนครนายก เพราะอยากทดลองทั้งบรรยากาศแบบบ้านพักเชิงเขาและโรงแรม ห้องพักและบรรยากาศที่สีดา รีสอร์ทนี่ไม่ผิดหวังจริงๆ (เสียตรงสระว่ายน้ำที่มีผู้คนแน่นขนัดจนหมดบรรยากาศการพักผ่อนและห้องอาหารเช้าที่คราคร่ำไปด้วยแขกหลายกลุ่มใหญ่ที่มาประชุมสัมมนา จนกรุ๊ปเล็กๆอย่างเราได้แต่ชะแง้มองหาโต๊ะว่างในยามเช้า)
 
 
ห้องพักของสามสาวมีธารน้ำตกไหลผ่าน (เสียดายหน้าร้อนมีแต่หินโผล่มาทักทาย) ส่วนกิจกรรมนันทนาการที่สีดา รีสอร์ทก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นล่องแก่งซึ่งเริ่มต้นจากรีสอร์ทไปสิ้นสุดที่แก่งสามชั้น หรือท่องไพรไปยังน้ำตกไทรยองหิน ทั้งยังมีกิจกรรมไต่หน้าผา โรยตัวจากหน้าผา ขี่รถ ATV จักรยานวิบาก
 
หากไม่ชอบโลดโผนนักก็ขี่ม้า ขี่จักรยานชมธรรมชาติภายในรีสอร์ท หรือนั่งรถม้าชมสวนหรือน้ำตกหรือจะยืดเส้นยืดสายกันที่สนามไดรฟ์กอล์ฟก็ไม่เลว
 
 
 

เมียงๆมองๆ…น้ำตกนางรองหน้าร้อน

31 Mar
 
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้าตลอดทั้งวันในช่วงหน้าร้อนเช่นนี้ เด็กเกาะอย่างเราอดนึกถึงผืนน้ำทะเลสีครามกับเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวมาแนบซบกับชายหาดที่มีเม็ดทรายขาวละเอียดไม่ได้ แต่ในยามที่พวกเรามีโอกาสมาเยือนเมืองในหุบเขาจึงอดไม่ได้ที่จะแวะไปสัมผัสไอเย็นจากสายน้ำของน้ำตกนางรอง ที่สวยไม่เป็นสองรองใคร
 
 
น้ำตกนางรองเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของ จ.นครนายก เกิดจากห้วยนางรองซึ่งมีห้วยระย้าและห้วยน้ำซับเป็นต้นน้ำสำคัญ ลักษณะของน้ำตกเป็นทางน้ำไหลลงมาเป็นชั้นๆคล้ายขั้นบันได ไหลลงไปในแอ่งน้ำขนาดใหญ่จนล้นไหลลงสู่แอ่งในชั้นล่างลงไปเรื่อยๆ
 
น่าเสียดายที่เป็นช่วงหน้าร้อน สายน้ำเชี่ยวกรากพลอยเหนื่อยล้าอ่อนกำลังเหลือแต่เพียงน้ำนิ่งเป็นแอ่งๆ พวกเราขี้เกียจเดินขึ้นไปชั้นบนเพราะต้องเก็บแรงไว้ตะลุยอีกหลายที่ เลยนั่งจุมปุ๊กทานอาหารรองท้องกันริมน้ำตกชั้นล่าง รายการทัวร์น้ำตกสาริกาก็เลยต้องงดเพราะคาดว่าจะเจอสภาพน้ำตกแบบเดียวกัน ถ้ามีโอกาสคงได้แวะขึ้นไปชมความงามของเธอถึงชั้นบนนะ … นางรอง
 
 

ชมวิถีแห่งปราชญ์ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ

26 Mar
 
ที่ดิน 14 ไร่ของมูลนิธิชัยพัฒนาห่างจากเขื่อนขุนด่านปราการชลเพียง 200 เมตรถูกนำมาพัฒนาเป็นโครงการที่รวบรวมข้อมูลและจัดกิจกรรมที่แสดงให้เห็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อเสนอแนวคิด และทฤษฎีการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ตลอดจนสาธิตความเป็นอยู่วิถีไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งยังจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา ได้พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ" เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545
 
 

อาคารปูนใต้ถุนสูงโปร่งสบายตั้งตระหง่านรอรับผู้มาเยือนอยู่ท่ามกลางสวนสีเขียวที่ไม่ได้งดงามด้วยสีสันจัดจ้านของแปลงไม้ดอกไม้ประดับหากแต่สวยงามด้วยพืชผักนานาชนิดที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลที่ยังชีพได้ ข้างๆอาคารเป็นสระน้ำธรรมชาติมีคันคูใบไม้ใบหญ้าสีเขียวล้อมรอบช่วยยึดหน้าดิน กลางสระ กังหันน้ำชัยพัฒนากำลังหมุนวนเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำตามทฤษฎีน้ำดีไล่น้ำเสียของพระองค์ท่าน

 

 

อีกบ่อข้างๆมีกอผักตบชวาลอยอยู่หลายกอ ตามทฤษฎี อธรรมปราบอธรรมรากของผักตบชวาจะช่วยดูดของเสียในน้ำ ทั้งยังมีกอหญ้าแฝกที่โผล่ขึ้นมากลางน้ำเพื่อช่วยดูดโลหะหนัก เราละสายตาที่ต้องสู้กับแดดจ้าเข้ามายังใต้ถุนอาคาร ลมเย็นๆพัดผ่านไม่ขาดระยะช่วยคลายร้อนให้ผู้คนที่กำลังนั่งฟังบรรยายจากวิทยากรได้ไม่น้อย

 

 

เดินผ่านจากอาคารหลังนี้ไปจะเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์แสง สี เสียง จัดแสดงนิทรรศการสรุปภาพรวมของพระราชกรณียกิจอันเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด โดยใช้รูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินจำลองที่กำลังบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวง หรือสายฝนที่โปรยปรายจากก้อนเมฆลงมายังแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ก่อนที่จะไหลลงสู่แหล่งเก็บน้ำของราษฎร ไหลเข้าสู่ตัวเมืองหล่อเลี้ยงชุมชนเมืองก่อนจะไหลลงสู่ท้องทะเล

 

 

เราทิ้งไอเย็นของเครื่องปรับอากาศออกมาฝ่าไอร้อนอย่างไม่ยี่หระ เพราะมนต์เสน่ห์แห่งสีเขียวที่อยู่เบื้องหน้ายังรอให้ค้นหาคำตอบอีกมากมาย แปลงผักที่เห็นแล้วเผลอใจนึกถึงสลัดผักสดๆ ดอกพริกสีเขียวสดชูช่อรับแสงตะวันเต็มต้น ตรงบึงใกล้ๆกันดอกบัวกำลังสยายกลีบดอกทักทายไอแดดกันสลอน แมลงปอสองสามตัวบินล้อกับผืนน้ำ กล้วยน้ำว้าเครือใหญ่เอนราวกับจะทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน

 

 
 

 

ต้นปอเทืองกลุ่มหนึ่งแกว่งไกวไปมาตามสายลมเชื้อเชิญให้เข้าไปทำความรู้จัก ปอเทืองเป็นพืชล้มลุก ดอกมีสีเหลืองสวย นิยมปลูกไว้เพื่อฝังกลบเป็นปุ๋ยดิน เนื่องจากมีความสามารถตึงไนโตรเจนในอากาศเอาไว้ได้ดี เมื่อปอเทืองถูกฝังกลบสลายตัวเป็นปุ๋ยจะช่วยเพิ่มไนโตรเจนปรับปรุงบำรุงดินที่ความความอุดมสมบูรณ์ บางทีก็นำเอาลำต้นไปทำกระดาษ

 

 

แม้แดดจะแรงแต่ในยามนี้หัวใจของผู้มาเยือนกลับชุ่มชื่นจากการได้ชื่นชมกับอุปรากรฉากใหญ่จากธรรมชาติที่เกื้อกูลกัน สภาพจำลองของป่าและภูมิประเทศทั้งสี่ภาคเป็นอีกฉากสำคัญที่ไม่ควรพลาดชม พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพของคน ดิน น้ำ ป่า อย่างเป็นระบบด้วยการผสานกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวิถีชีวิตคนไทย

 

น้ำสมุนไพรฝางเสน ดื่มดับกระหาย ชื่นใจ(แถมสรรพคุณบำรุงเลือด)
หรือจะเลือกน้ำดื่มโอ่งดินที่เย็นชื่นใจโดยไม่เติมน้ำแข็ง
 
 

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งสะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและความเข้าพระทัยในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงโดยการเกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นประสานกับนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อการดำรงชีพของพสกนิกรส่วนใหญ่

 

การได้มาเยี่ยมเยือนที่นี่ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พ่อหลวงของแผ่นดินทรงมีองค์ความรู้บูรณาการอย่างยอดเยี่ยมและได้ทรงใช้พระปรีชาสามารถบวกกับน้ำพระทัยเมตตาช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกร พระองค์ต้องทรงงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อแก้ปัญหาทำกินของราษฎรผู้ยากไร้ ถึงแม้ผืนดินจะแห้ง ผืนน้ำจะแล้งแต่หากมีพระองค์ท่านเป็นร่มโพธิ์ทอง พสกนิกรไทยจะใช้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตราบนานเท่านาน

 

เพียงแค่คิดถึงความเหนื่อยยากและความเสียสละทุ่มเทของพระองค์ท่าน เรารู้สึกเหมือนลำคอตีบตัน ม่านน้ำบางๆคลอเต็มเบ้าตา ได้แต่พนมมือ แหงนหน้าจรดนิ้วโป้งกลางหว่างคิ้วพร้อมกับสำนึกแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ฝังรากลึกเป็นปณิธานในใจว่าพสกนิกรไทยอย่างเราคนหนึ่งจะพยายามทดแทนคุณแผ่นดินทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ให้สมกับที่แผ่นดินไทยผืนนี้ทอดตัวให้เราหยัดยืนอยู่อย่างมั่นคง

  
 
 

อลังการเขื่อนขุนด่านปราการชล

25 Mar
 
แดดยามสายเริ่มแผดจ้าเราพากันมุ่งหน้าไปยังเขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง จ.นครนายก ตัวเขื่อนมีความยาว 2,720 เมตร สูง 93 เมตร ความจุน้ำ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ
 
 

ถ้าได้มาเห็นด้วยตาตัวเองจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเขื่อนตามแนวทางพระราชดำริแห่งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาอุทกภัยแถบลุ่มน้ำนครนายก เขื่อนแห่งนี้ช่วยป้องกันน้ำท่วมและลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่ง อีกทั้งปัญหาดินเปรี้ยว ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในการเกษตร ตลอดจนอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

 

 

เรายืนชมวิวทิวทัศน์ของเขาใหญ่จากบริเวณสันเขื่อนด้วยความตื่นตาตื่นใจในความยิ่งใหญ่ของขุนเขาที่โอบล้อมผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ดูงดงามไม่แพ้ทะเลสาปวาคาทิปุของนิวซีแลนด์ ผืนน้ำในยามนี้ทอดตัวนิ่งสนิทแฝงเร้นพลังอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยให้ไหลพุ่งทะลักออกทางประตูน้ำด้านล่างของเขื่อนจนกลายเป็นสายน้ำเชี่ยว

 

 

ด้านหลังเขื่อนนำภาพตัวเมืองนครนายกมาอวดสายตาผู้มาเยือน เมืองในโอบล้อมของขุนเขาและสายน้ำที่ยังคงรักษาความงามตามธรรมชาติเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เราสูดอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มๆปอด

 

หลังชมวิวบนสันเขื่อนจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเรายังดั้นด้นเดินฝ่าไอแดดไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของเขื่อนขุนด่านปราการชลกันถึงฐานเขื่อนตรงบริเวณประตูน้ำ เราสี่คนดูราวมดตัวเล็กๆที่กำลังชะเง้อตามองถ้วยศิลาใบใหญ่ ฝูงนกพิราบบินโฉบไปมาทักทายก่อนที่จะหันไปเกาะนิ่งอยู่บนขั้นคอนกรีตของตัวเขื่อนพร้อมกับหันมาส่งสายตาเยาะเย้ยมนุษย์สองมือสองเท้าอย่างเราที่ไม่สามารถทำได้อย่างพวกมัน เราอาศัยร่มเงามหึมาของกำแพงคอนกรีตยักษ์หลบไอแดดที่ร้อนแรงสักครู่ก่อนชักชวนกันเดินขึ้นรถซึ่งจอดอยู่ไกลลิบ นกพิราบกลุ่มเดิมสยายปีกบินอีกครั้งแทนการโบกมืออำลาผู้มาเยือน

 

 

สักการะพระบรมรูป ร.8 ที่วัดนางรอง

25 Mar

 

เดินทางออกจากวังตะไคร้แล้วข้ามสะพานคอนกรีตใหญ่เหนือลำธารไม่เกิน 200 เมตร ทางซ้ายมือจะเห็นบันไดทอดตัวขึ้นสู่วัดนางรอง เลยไปอีกนิดมีถนนให้รถขับขึ้น จุดประสงค์ที่แวะมาที่นี่เนื่องจากเป็นความตั้งใจของผู้นำทัวร์(จำเป็น) ที่จะได้กราบพระบาทพระบรมรูป ร.8 ขนาดเท่าพระองค์จริงซึ่งประดิษฐาน ณ วัดนางรองแห่งนี้ สร้างไว้เมื่อ 6เมษายน 2514 ต่อมาได้จัดสร้างมณฑปทรงยุโรปหลังคาแปดเหลี่ยม กว้าง 8 เมตร ยาว 8 เมตรเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูป

 

 

สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาของวัดนี้ คือ วิหารระฆัง ที่สูงจากพื้นดิน 18 เมตร แบ่งเป็น 5 ชั้น สามารถชมทัศนียภาพอาณาบริเวณรอบๆโดยเฉพาะเขื่อนขุนด่านปราการชลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ รูปสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม พระพิฆเณศวร พระสังกัจจายน์

 

วิหารระฆัง

 

 

นอกจากรูปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีถ้ำจำลองซึ่งภายในมีรูปปั้นแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์หลวงผู้ถวายการรักษาพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า สามารถศึกษาวิชาการแพทย์สำเร็จภายในเวลา 7 ปี ให้การรักษาด้วยยาและการผ่าตัดโดยไม่แบ่งแยกชั้นวรรณะ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ชีวกโกมารภัจจ์ได้ปรุงโอสถมาถวายการรักษาอาการพระประชวรของพระพุทธองค์แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงรับเพราะต้องการดับขันธปรินิพพานในวันที่กำหนดไว้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์รู้สึกเสียใจเป็นอันมากจึงหลบไปจำศีลในถ้ำและได้เขียนตำราวิชาการแพทย์ไว้มากมายอันเป็นคุณอนันต์แก่คนรุ่นหลัง

 

 

ข้างๆมณฑปหลังคาแปดเหลี่ยมที่ประดิษฐานพระบรมรูป ร.8 คือ ศาลปลัดจ่าง บุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาเนื่องด้วยวีรกรรมแห่งความกล้าหาญ เดิมท่านชื่อ นายจ่าง นิสัยสัตย์ ชาวอ.บ้านนา จ.นครนายก ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดปราบปรามโจรผู้ร้าย ปลัดจ่างมีวิธีการแยบยลในการปราบปรามโจรผู้ร้ายทั้ง 5 กลุ่มใหญ่ที่แผ่อิทธิพลอยู่ทั่วเขาใหญ่ในอดีต จนได้ชื่อว่า เจ้าพ่อเขาใหญ่ เมื่อท่านถึงแก่อสัญกรรม ชาวบ้านและหน่วยราชการได้ตั้งศาลให้ท่านที่ต้นกะบกใหญ่บนเขา ใกล้โรงเรียนวัดหนองเคี่ยม อ.บ้านนา จ.นครนายก และขนานนามศาลนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่

 

 

ต่อมามีการตัดถนนธนะรัตน์ขึ้นสู่เขาใหญ่ เจ้าหน้าที่อุทยานจึงได้อัญเชิญท่านมาอยู่ศาลใหม่ ใกล้ด่านทางขึ้น-ลง เพื่อจะได้ให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาได้กราบไหว้เพื่อความเป็นศิริมงคล และในวันที่ 26 มกราคมของทุกปี จะมีการบวงสรวงระลึกถึงพระคุณท่าน ซึ่งเป็นวันที่อัญเชิญท่านลงมาอยู่ศาลใหม่นั่นเอง ทุกวันนี้ชาวบ้านแถบเขาใหญ่ยังติดปากเรียกศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ว่า ศาลปลัดจ่าง

 

คลิ้กเพื่อชมสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.นครนายกของ BB

สัมผัสธรรมชาติที่วังตะไคร้

24 Mar
 
สมัยสอบเอ็นทร้านซ์เข้ามหาวิทยาลัยจำได้ว่าก่อนสอบไม่กี่วันพี่สาวกับพี่เขยพามาเที่ยวที่ วังตะไคร้ สิบกว่าปีผ่านไป(ไวเหมือนโกหก) มีโอกาสมาเยือนที่นี่อีกครั้งพร้อมกับสาวๆวัยใส ทำให้บรรยากาศที่วังตะไคร้ยิ่งสดใสเพิ่มขึ้น คณะเราเดินทางไปถึงวังตะไคร้ก่อนเวลาเปิดทำการ 10 นาที เลยถือโอกาสเก็บภาพอยู่ด้านหน้า
 
 
ถ่ายรูปกันเพลินๆก็ได้เวลาเที่ยวชมภายในวังตะไคร้ น่าเสียดายน้ำตกที่เคยไหลเชี่ยวกลับเหือดแห้งเหลือแต่ก้อนหินโผล่มาอาบแดดตลอดหน้าร้อน ชั้นสูงขึ้นไปอีกหน่อยยังพอมีน้ำไหลผ่านพอให้ได้บรรยากาศวังตะไคร้ การได้เข้ามาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในยามเช้าที่เงียบสงบเช่นนี้ทำให้จิตใจปลอดโปร่งและสงบเย็น
 
 
นอกจากแมกไม้นานาพันธุ์แล้ว ที่นี่ยังมีนกยูงทำหน้าที่อาคันตุกะสัมพันธ์ นกยูงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูง อาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ เป็นนกที่สายตาไวและระวังตัวมาก

นกยูงไทยสีเขียวใบไม้ ขนพู่บนหัวมีลักษณะเป็นจุก

นกยูงตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง การรำแพนหางแต่ละครั้งกินเวลา 5-10 นาทีหรือเลยไปถึงครึ่งชั่วโมง
 
 
นกยูงวางไข่ครั้งละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 28 วัน
 
 
นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง ชอบนอนที่สูง ชอบร้องเวลาเช้า-เย็น ไม่ดุร้ายและจำที่อยู่ได้ดี
 
 
นกยูงสามารถปรับความเข้มของสีขนได้อย่างรวดเร็ว
กลางแดด…สีขนจะเด่นเป็นมัน
 
 
 
ในที่ร่ม…สีขนจะกลายเป็นเขียวหม่นกลืนกับสีพุ่มไม้ใบ
 
ชมนกชมไม้ตามเส้นทางไปเรื่อยๆจนมาถึงแอ่งน้ำตก ถึงจะไม่ได้ลงเล่นน้ำกันจนตัวเปียกแต่สามสาวก็ได้เล่นกันจนขาเปียก มือเปียก(อิอิ) พร้อมกับกอบโกยความสนุกสนานควบคู่ไปกับความฉ่ำเย็นของสายน้ำติดตัวกลับไปเก็บไว้ในความทรงจำ
 
 
ป่าไม้กับสายน้ำอยู่คู่กันเสมอ หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเราก็ต้องสูญเสียอีกสิ่งตามไปอย่างน่าเสียดาย ในหลวงเคยมีพระราชดำรัสเตือนใจกรมป่าไม้ให้ปลูกความรักต้นไม้ในใจคนแล้วเขาเหล่านั้นจะลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตัวเอง
 
แดดแรงขึ้นในตอนสายแต่สามสาวยังไม่มีวี่แววความอ่อนเพลีย ธรรมชาติเป็นตัวช่วยเพิ่มพลังได้เป็นอย่างดี ยิ่งได้อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่มีทั้งดอกเยอบีร่า เฟื่องฟ้า ไฮเดรนเยียฯลฯ รอยยิ้มสดใสจึงฉาบอยู่บนแก้มแดงแข่งกับแสงตะวัน
 
 
ต้นไม้ใหญ่ยืนอวดตัวอย่างสง่างามท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขา ไม่วายที่ลิงแสนซนสองตัวจะขึ้นไปป่ายปีนอย่างสนุกสนาน เต้นแรงเต้นกาโดยไม่ต้องอายใคร ธรรมชาติยังคงมีคุณอนันต์กับมวลมนุษย์ หากแต่มนุษย์เองกลับเป็นผู้ลบเลือนไมตรีจิตที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ เมื่อเกิดภัยพิบัติมนุษย์มักโยนความผิดให้กับธรรมชาติ หากลองมองย้อนดูถึงต้นเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงมหันตภัยทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มือแต่ละคู่จะช่วยกันขยับสร้างของขวัญมอบเป็นของกำนัลคืนให้แก่ธรรมชาติเพื่อโลกสวยของเรา
 
 

เที่ยวนครนายก

24 Mar
 
ปิดเทอมปีนี้สองสาวเข้าค่ายดนตรีที่ จ.นครนายก 1 อาทิตย์ เลยถือโอกาสเที่ยวกันเสียก่อน ครั้งนี้มุกมาเที่ยวด้วย BB ยิ่งสนุกมากขึ้น สังเกตว่าคุยจ้อขึ้นเยอะ
 
คืนแรกเราเข้าพักที่โฮมแอนด์ฮิลล์ รีสอร์ท (ซึ่งไม่ค่อยประทับใจนัก เพราะประตูบ้านพักค่อนข้างโทรม ต้องคอยลุ้นกันว่าประตูบานเลื่อนจะตกรางหลุดออกมาทั้งบานหรือเปล่า) แถมมีแมลงสาป 2 ตัว โผล่มายิ้มทักทายแขกในห้องน้ำชั้นล่างด้วย (อึ๋ยส์!)จริงๆแล้วที่นี่บรรยากาศร่มครึ้มด้วยแมกไม้ ห้องนอนก็อยู่ในสภาพใช้ได้ ห้องใหญ่ด้านบนก็ดูดี ถ้าปรับปรุงประตูบ้านและกำจัดแมลงสาปได้ โฮมแอนด์ฮิลล์จะเป็นที่ที่น่าพักอีกแห่งหนึ่ง
 

ห้องนอนชั้นล่าง
ห้องนอนชั้นบน
 
หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักแล้วเราออกไปทานอาหารเย็นกันที่ ร้านช่อชะมวง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่พัก อาหารที่นี่อร่อยมากบรรยากาศก็ดี มาถึงนครนายกวันแรกต้องขอชิมไก่ย่างกันเสียหน่อย ตามด้วยส้มตำไทยกับข้าวเหนียว ต่อด้วยอาหารจานหลักข้าวสวยกับต้มย้ำกุ้งน้ำข้นรสจี๊ดจ๊าดและปลากระพงทอดน้ำปลา และที่ขาดไม่ได้เส้นจันท์ผัดปูกับแกงส้มหมูชะมวงซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารแนะนำของร้าน รสชาติของแกงส้มหมูชะมวงจะออกเปรี้ยวหวานนำ ไม่มีรสเผ็ด(ที่เรียกแกงส้มน่าจะหมายถึงความเปรี้ยวจากใบชะมวง)
 
ไก่ย่างนครนายกกับส้มตำ
ต้มยำกุ้งน้ำข้นกับปลากระพงทอดน้ำปลา

เส้นจันท์ผัดปู
แกงส้มหมูชะมวง
 
อิ่มท้องกันแล้วคณะเราเดินทางไปกราบสักการะศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก เป็นเสาไม้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ปลายเสาแกะสลักเป็นรูปดอกบัว เดิมตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองเก่า ต่อมา พ.ศ. 2453 ย้ายไปประดิษฐานที่ตึกแดงในโรงเรียนศรีนครนายก (โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด) เนื่องจากศาลหลักเมืองเดิมชำรุดมาก ภายหลังได้ย้ายมาสร้างใหม่ริมแม่น้ำนครนายกภายในสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 โดยสร้างเป็นศาลาจตุรมุขจวบจนทุกวันนี้
 
ศาลหลักเมือง
 
บรรยากาศยามเย็นที่ตะวันเริ่มลับขอบฟ้าดูเงียบสงบดีเหลือเกิน ชาวเมืองเริ่มกิจกรรมยามเย็นด้วยการออกมาจับจ่ายซื้อของ รถเข็นขายของนับสิบๆคันจอดเรียงรายรอรับลูกค้า บริเวณลานโล่งคนรักสุขภาพกำลังเต้นแอโรบิกยักย้ายส่ายสะโพกสลัดโรครีดไขมันกันอย่างสนุกสนาน เราเดินชมบรรยากาศริมน้ำเมืองนครนายกกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินทางกลับสู่ที่พักด้วยความอิ่มเอม
  
คลิ้กเพื่อชมรายการท่องเที่ยวในนครนายกของ BB