Archive | April, 2008

เพียงไพร…ร้านอร่อยในอ้อมกอดเขาพระแทว

17 Apr
สงกรานต์ปีนี้อาม่าปลื้มใจมากที่ลูกหลานกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเกือบหมด พวกเราพากันตะลอนทัวร์พาชิมพาเที่ยวจนน้ำหนักขึ้นไปหลายคน วันนี้เราพากันไปถึงป่าคลอกทางเข้าเขาพระแทว บรรยากาศที่รายล้อมร้าน"เพียงไพร"มีแต่แมกไม้และขุนเขา ถึงแม้อากาศจะร้อนแต่ความร่มครึ้มของป่าแถวอุทยานแห่งชาติเขาพระแทวทำให้เย็นใจลงได้มาก
 
 
"น้องบอล" หนุ่มไฟแรงเจ้าของร้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เราโทรไปจองโต๊ะไว้ที่เบอร์ 085 832 7439 พอกางเมนูก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับความหลากหลายของอาหาร เจ๊จอมเม้าประจำบ้านจัดแจงสั่งอาหาร ไม่นานนักคุณแม่ของน้องบอลก็เนรมิตรายการอาหารที่สั่งไว้มาเรียงรายตรงหน้าพวกเราทั้งเบือทอดที่มีให้เลือกทั้งใบชะพลูและใบเล็บครุฑ ยำผักกูด ม้าฮ่อ ถุงทอง แกงส้มปูนิ่ม น้ำพริกพริกไทยอ่อน ต้มส้มกุ้งสับปะรด ทอดมันปลา กุ้งชุบแป้งทอดและปลาสามกษัตริย์
 
 (น้องบอลกับคุณพ่อ)
 
คุณพ่อน้องบอลกับหลานสาวช่วยกันบริการอาหารและเครื่องดื่มอย่างแข็งขัน นอกจากความร่มครึ้มของแมกไม้แล้ว ความรักความอบอุ่นในหมู่สมาชิกบ้านเพียงไพรยังช่วยให้บรรยากาศดูสดใสน่ารักเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างที่กลุ่มเรากำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับอาหาร แขกโต๊ะอื่นๆก็ทยอยแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติแทบทั้งหมด เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ไม่ว่ามุมไหนของเกาะภูเก็ตจะต้องมีร้านอร่อยขนาดที่ชาวต่างชาติยังเสาะแสวงหาตามมาชิม คนพื้นที่อย่างเราแวะมาแล้วก็ติดใจ แล้วคุณล่ะ…เคยแวะมาอิ่มอร่อยที่ "เพียงไพร"กันหรือยัง
 
 
 
Advertisements

We are sailing…to be free

16 Apr

(more pics to come)

Summer Music Camp 2008

16 Apr

พระพุทธฉาย วัดเขาชะโงก

15 Apr

ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน รร.นายร้อย จปร.

15 Apr

 

ศาลเจ้าพ่อขุนด่านบนชะง่อนหินที่เขาชะโงก

เจ้าพ่อขุนด่าน วีรบุรุษแห่งเมืองนครนายก

 

227 ขั้นสู่ยอดเขานางบวช

1 Apr
 
บ่ายแก่ๆแดดเริ่มอ่อนแรง คณะเราเดินทางถึงวัดเขานางบวช ลานวัดสะอาดสะอ้าน เราแหงนหน้ามองยอดเขานางบวชด้วยความไม่มั่นใจในตัวเอง พวกเรายืนเก้ๆกังๆยับยั้งชั่งใจกันอยู่พักใหญ่จนหลวงพี่เข้ามาชี้แนะทางสว่าง
 
"ไม่ขึ้นไปข้างบนล่ะโยม" หลวงพี่ถาม
"รู้สึกสูงจังเลยค่ะ ต้องขึ้นบันไดทั้งหมดกี่ขั้นคะ" เราตอบแล้วถามกลับ
"227 ขั้น ไม่สูงหรอกโยม คนแก่เขายังขึ้นไปถึงเลย ค่อยๆเดินขึ้นไปมีจุดพักระหว่างทางด้วย" หลวงพี่ให้กำลังใจ
พวกเราหันมามองหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง
หลวงพี่ชี้ทางสว่างให้กับคณะเรา "รู้ไหม โยมได้มาถึงที่นี่ก็นับว่ามีบุญอยู่"
เรานึกถึงตอนที่ขับรถหาวัดแห่งนี้ขึ้นมาทันที มองหาป้ายบอกทางไปวัดเขานางบวชอยู่เป็นนานสองนานไม่เจอ ลองสุ่มเลี้ยวดู เลยมาเจอทางเข้าวัดอย่างน่าอัศจรรย์ เราพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับที่หลวงพี่พูด
ท่านพูดต่อ " ในเมื่อมีบุญมาจนถึงวัดแล้ว ทำไมไม่ขึ้นไปให้ถึงยอดเขาล่ะโยม จะได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทจำลอง ข้างบนโน้นอากาศดี เห็นวิวสวยด้วย"
คำว่า "มีบุญ" ยังคงก้องอยู่ในหู เรานึกถึงแม่และคนอื่นๆที่ไม่ได้มาด้วย ตัดสินใจได้ในวินาทีนั้นว่าจะต้องขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขานางบวชให้ได้เพื่ออนุโมทนาบุญนี้ให้กับคนที่ไม่ได้มาพร้อมกับเรา
"ลองดูก็ได้ค่ะ ขอบคุณพระอาจารย์นะคะที่ช่วยให้กำลังใจ ช่วยชี้ทางสว่างให้" พวกเราพนมมือไหว้ท่านพร้อมกันเป็นฝักถั่ว
 
สายตาทุกคู่กวาดไล่ตามขั้นบันไดที่ทอดตัวสูงขึ้นไป น้องมุกสาวน้อยอารมณ์ดีวิ่งขึ้นบันไดก่อนใคร ตามด้วยสองสาวฝาแฝดโดยมีสาว(เหลือ)น้อยรั้งท้ายขบวน ส่วนหนุ่ม(เหลือ)น้อยต้องรออยู่ข้างล่างกับพระอาจารย์เพราะอาการเส้นเอ็นพลิกยังไม่หายดี เกมส์สนุกๆของพวกเราระหว่างเส้นทางธรรมสายนี้ คือ การนับขั้นบันได 120…121…ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยเหมือนที่ใจคิดกลัว ไม่นานเราก็ผ่านจุดพักกลางทางพร้อมเก็บภาพขำๆของเจ้าแบล "เจ้าแห่งภาพขำขัน" เป็นที่ระลึก
 
 
เลยศาลาพักกลางทางไประยะหนึ่งมีลานโล่งพื้นที่ไม่มากนักเป็นที่ตั้งของศาลนางอรพิมพ์ ซึ่งเล่ากันว่าเป็นตำนานเขานางบวช เพราะนางและพระสวามีพลัดพรากจากกัน ต่างคนต่างตามหากันและกัน นางได้ขึ้นมาบนยอดเขาแห่งนี้อธิษฐานขอให้ตนกลายเป็นชายแล้วอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อมาท้าวปาจิตต์พระสวามีเดินทางมาถึงที่แห่งเดียวกันตัดสินใจบวชเช่นกันแต่ใจยังคงคิดถึงนางอรพิมพ์ จนพระภิกษุอรพิมพ์จำต้องลาสิกขาบทและอธิษฐานขอคืนร่างเป็นหญิงดังเดิม ท้าวปาจิตต์เมื่อได้พบกับพระมเหสีก็ขอลาสิกขาบทเช่นกัน ก่อนจะกลับไปครองราชย์ก็ได้ตั้งชื่อเขาลูกนี้ว่า "เขานางบวช"
 
 
จากเอกสารประวัติวัดเขานางบวชที่พระอาจารย์ได้กรุณามอบให้นั้น วัดเขานางบวชมีอายุกว่า 300 ปีแล้ว ทุกๆปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีงานเทศกาลประจำปีของวัด ประชาชนจะพากันมากราบสักการะหลวงพ่อพระประทานพรซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณและรอยพระพุทธบาทจำลอง วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองนครนายก จากตัวเมืองไปตามถนนสายสาริกา-นางรอง พอถึงสี่แยกประชาเกษมให้เลี้ยวขวาแล้วขับไปอีก 2 กม.ก็ถึง
 
 
พวกเราได้กราบสักการะหลวงพ่อประทานพรและรอยพระพุทธบาทจำลองสมดังตั้งใจและได้เคาะระฆังทั้งสี่ทิศพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานอนุโมทนาบุญกุศลให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ได้มาพร้อมกันในวันนี้ ฟ้าดินรับรู้หรือไม่ไม่ทราบได้แต่จู่ๆลมแรงราวพายุก็โหมกระหน่ำมาครู่หนึ่ง ใจของเราตอนนั้นก็นึกกลัวอยู่ว่าจะติดพายุลงไปข้างล่างไม่ได้แต่ด้วยความศรัทธาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเชื่อว่าพระองค์จะปกป้องคุ้มครองคณะเราให้แคล้วคลาดปลอดภัย สุดท้ายลมก็สงบนิ่งพวกเรามุ่งหน้าลงไปเบื้องล่างด้วยใบหน้าที่ฉาบไปด้วยรอยยิ้มที่อิ่มบุญพร้อมกับแวะกราบขอบคุณพระอาจารย์และรับพรจากท่านก่อนอำลาเขานางบวชลูกนี้
 

ย้อนรอยอดีตที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน วัดฝั่งคลอง

1 Apr
 (เนื้อหาอยู่ในระหว่างการเรียบเรียง)