Archive | May, 2009

อัมพวา…เสน่ห์ริมน้ำข้ามกาลเวลา

12 May


อัมพวา
เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ได้ชื่อว่า ดินแดน
ต้นกำเนิดหนึ่งพระมหากษัตริย์และสองพระราชินี
[รัชกาลที่2/ สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่1(สมเด็จพระราชชนนีในรัชกาลที่ 2)และสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่2] อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดอิน-จัน แฝดสยามชื่อก้องโลก อัมพวามีภาพอดีตอันรุ่งเรือง
เป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามสะท้อนชีวิตวิถีไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แต่วิถีชีวิตริมน้ำที่เรียบง่ายค่อยๆลดเลือนเสน่ห์ลงไปตามกาลเวลาจนเกือบกลายเป็นเพียงตำนานบอกเล่าถึงอดีตอันรุ่งเรืองในรุ่นลูกรุ่นหลานกับภาพบ้านเรือนที่ทรุดโทรมริมสองฝั่งคลอง

 

การพลิกฟื้นอัมพวาเป็นของขวัญล้ำค่าที่เจ้าฟ้าทรงประทานให้กับชุมชน
สมเด็จพระเทพฯทรงพลิกฟื้นเสน่ห์ของอัมพวาให้ปรากฎต่อสายตาผู้คนในชุมชนและอาคันตุกะจากทั่วทุกมุมโลก
โครงการ
อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์จึงถือกำเนิดขึ้น
เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่คุณประยงค์
นาคะวะรังค์ ชาวอัมพวา ที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายมาดำเนินการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวอัมพวา

 

ด้วยความร่วมแรงร่วมใจระหว่างสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและชาวอัมพวาทุกคน
โดยนำ
ภูมิสังคมหรือหลักการพัฒนาในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียง
มาเป็นแนวทางที่สำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีการดำรงชีวิตชุมชนอัมพวาให้สามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง
เรียบง่าย ยั่งยืนและมีความสุข ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม
อัมพวาในวันนี้ กลายเป็น ตลาดน้ำยามเย็น
ที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย
ผู้คนที่นี่พร้อมใจกันปลุกอัมพวาให้ตื่นจากห้วงนิทรามาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนและเสน่ห์ของวิถีชีวิตไทยริมน้ำจากอดีตข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

 “จ๋อมๆ” เสียงพายจ้วงน้ำเพื่อขยับเรือเข้าทำเลในยามบ่ายที่พระอาทิตย์กำลังเริ่มโรยแรง
แข่งกับเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของลูกค้าเรียกซื้อของจากแม่ค้าในเรือนับสิบๆลำ ผู้คนริมฝั่งพร้อมใจกันเดินเรียงแถวชมร้านตามกันไปอย่างอ้อยอิ่ง
ยิ่งตกเย็นผู้คนยิ่งหนาตาเบียดเสียดกันเต็มสองฝั่งตลิ่งริมน้ำแม่กลองจนมองไม่เห็นทางเดิน

 

สายน้ำ คือ สายโลหิตหล่อเลี้ยงชีวิตชาวสยามมานมนาน
หากแต่ชีวิตริมฝั่งคลองค่อยๆถูกกลืนหายไปกับ “ความทันสมัย” ที่มาแย่งชิงพื้นที่ไปจนสูญเสียเสน่ห์แห่งอดีตกาล
แต่ภาพเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องหน้าเราขณะนี้ คือ ความเป็นจริงของอัมพวา
วิถีชีวิตริมน้ำที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลอีกครั้งครา

อาหารจากท้องน้ำถูกนำขึ้นมาย่างบนตะแกรงเหล็กส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
บ้างก็ถูกจับแปลงร่างคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆจนเกือบลืมตัวตนที่แท้จริง
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับทัศนียภาพริมน้ำแม่กลองในขณะที่หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างกำลังดูดวุ้นเส้นเหนียวนุ่มจากส้อมที่เพิ่งเขี่ยเส้นขึ้นจากหม้อกุ้งอบวุ้นเส้น
ในขณะที่คุณป้าท่านหนึ่งเดินถือกระทงที่บรรจุทอดมันหัวปลีกระเซ้าเย้าแหย่กับเพื่อนที่มีส้มตำทอดอยู่ในมือ

 

ขนมโบราณก็ถูกจับมาแปลงโฉมให้มีหน้าตาหมดจดงดงามขึ้น จากขนมชั้นสี่เหลี่ยมกลายเป็นดอกกุหลาบสีหวานหลากหลาย
ผลไม้ม
ากมายก็มีวางขายในราคาบ้านสวน ลิ้นจี่กระเทย ผลไม้ประจำท้องถิ่นอีกชนิดหนึ่งสีแดงลูกเล็กกว่านิ้วโป้ง
ไม่มีเมล็ด รสหวานอร่อยทีเดียว
หวานเหมือนน้ำใจเจ้าของร้านขายของที่ระลึกร้านหนึ่งที่หยิบยื่นลิ้นจี่มาให้ลองชิมทั้งช่อ
มะม่วงหาวมะนาวโห่สีแดงเหลือบขาวผลขนาดปลายนิ้วก้อยนอนออกันอยู่ในถุง ดอกอัญชัญสีม่วงครามกองเป็นกออยู่บนโถแก้วที่ภายในบรรจุน้ำอัญชัญสีม่วงใสรอดับกระหายให้ผู้คนที่สนใจ
ร้านอาหารที่มีบรรยากาศย้อนยุคหลายร้านต่างก็เป็นสีสันให้กับตลาดริมน้ำแห่งนี้


ข้าวของ ขนม
ของเล่นในยุคคุณปู่คุณย่าก็ยังคงมีให้เห็นหน้าค่าตากันอยู่ สินค้าเรโทร(ย้อนยุค)
ขึ้นแท่นยอดนิยมเบียดเสียดกับสินค้าสมัยใหม่อย่างไม่น้อยหน้า
เสื้อผ้าหลากแบบที่ถ่ายทอดแนวคิดของผู้ออกแบบรุ่นใหม่มีอยู่ทั่วทั้งสองฝั่งคลอง ยังไม่นับโปสการ์ดอีกร้อยๆใบที่ล้วนแล้วแต่เสนอภาพความประทับใจและเสน่ห์ในแง่มุมต่างๆของอัมพวาให้เลือกซื้อหาเป็นที่ระลึก

 

ฉันหยุดยืนมองภาพหน้าร้านแห่งหนึ่งที่เจ้าของจงใจแขวนไว้ให้ผู้สัญจรได้ชม
ในภาพขาวดำใบนั้นมีแค่เก้าอี้เหล็กสี่ตัววางเ
รียงกันอยู่หน้าผนังที่ว่างเปล่า
แต่ข้อความทั้งห้าแถวในภาพมีพลังดึงดูดให้ฉันตรึงอยู่ในภวังค์

 “เมื่อก้มลงกราบพระ

ฉันจะไม่อธิษฐานขอสิ่งใด

เพราะหนึ่งอึดใจที่

ปราศจากความต้องการ

ใจฉันช่างสะอาด สงบ เย็น”

 

“อืม ใช่” ฉันรำพึงกับตัวเอง ส่งยิ้มให้กับภาพนั้น เพราะช่วงหลังมานี้เวลาไปทำบุญที่วัดฉันไม่เคยขอพรจากพระ
นอกเสียจากการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยแล้วทำจิตใจให้สงบ เบิกบาน 
แค่ได้นึกถึงช่วงเวลานั้นฉันก็รู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาด ชั่วอึดใจหนึ่งเสียงไวโอลินหวานแว่วคลอเคล้ามากับสายลมทำให้ฉันต้องก้าวขาออกจากร้านเดิมพร้อมส่งความปราถนาดีฝากไว้ให้เจ้าของความคิดข้างหลังภาพใบนั้น

หนุ่มวัยกลางคนที่คลุมศีรษะด้วยหมวกปีกยาวสีแดง
กำลังจูบผู้คนด้วยเสียงไวโอลินแห่งรัก
สายตาของเขากวาดไล่ไปบนบันไดเสียงในกระดาษที่อยู่เบื้องหน้า คุณตี๋ ธนกฤต
ชุณห์วิจิตรา พรมนิ้วพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลงผสานรับกับคันชักซึ่งเบียดสีอยู่บนเส้นสายไวโอลิน
โอ
! ที่นี่ล่ะ…สวรรค์ริมน้ำ
ฉันตกหลุมรักอัมพวาเข้าอย่างจังด้วยความเรียบง่ายและกลิ่นอายของวิถีไทยแต่คล้ายมีเวทมนต์ตรึงตราตรึงใจทำให้ฉันค่อยๆเผลอไผลไปทีละน้อย  เที่ยวหน้าฉันต้องหาโอกาสโผล่หน้าออกมายิ้มรับแสงแดดอุ่นยามเช้าริมน้ำแม่กลองให้ได้
ฉันจะไม่ยอมหันหลังให้แสงอาทิตย์อัสดงมาโบกมือลาเหมือนอย่างในวันนี้  คนวาดเสียงคนเดิมกำลังบรรเลงเพลง”แม่กลอง”ละลายใจฉันให้กองไว้ตรงริมน้ำอัมพวา

วัดภุมรินทร์กุฎีทองกับความทรงจำกว่าสองศตวรรษ

9 May

วัดภุมรินทร์นี้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2431โดยนางภู่เถ้าแก่โรงหีบอ้อย ได้บริจาคทรัพย์ร่วมกับลูกหลานซื้อที่ดินสร้างวัด
และได้ตั้งชื่อว่า"วัดภุมรินทร์" ต่อมาวัดบางลี่บนถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพัง
กุฎีทองที่มีอยู่สามหลังเสียหายไปสองหลัง วัดเองก็เสียหายกลายเป็นวัดร้าง เลยมีการเคลื่อนย้ายกุฎีทองหลังเดียวที่เหลืออยู่จากวัดบางลี่บน มาไว้ที่วัดภุมรินทร์แห่งนี้
จึงเรียกชื่อรวมกันว่า "วัดภุมรินทร์กุฎีทอง" หากนับอายุแล้วกุฎีทองมีอายุกว่าสองศตวรรษ มากกว่าอายุของวัดภุมรินทร์เสียอีก

ภายในวัดนอกจากจะมีกุฎีทองให้ชมแล้ว
ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือ
เครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งดำรงพระยศเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี
ได้แก่ ตราประจำตำแหน่งสำหรับประทับในพระราชสาส์นทำด้วยงาช้าง
และตู้เก็บพระราชสาส์นสำคัญทำด้วยไม้สัก
ทั้งสองชิ้นนี้ลูกหลานในตระกูลเป็นผู้นำมาถวายเจ้าอาวาสองค์ก่อนเพื่อเป็นสมบัติของวัดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา


นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยต่าง ๆ  โถลายเทพนมและโถลายคราม เครื่องปั้นดินเผา
เครื่องทองเหลือง รวมทั้งเครื่องใช้สอยสมัยโบราณจำนวนมาก
ขณะนี้กรมศิลปากรกำลังดำเนินการจัดหมวดหมู่
พร้อมทั้งทำประวัติความเป็นมาของโบราณวัตถุแต่ละชิ้น
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าชมและศึกษาต่อไป

กุฎีทองเป็นอาคารไม้สักทรงไทยฝาปะกนขนาด 5
ห้อง กว้าง 6.10 เมตร ยาว 11.85 เมตร
หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบมอญและมีหลังคาปีกนกคลุมตลอดทั้งหลัง ประดับด้วยช่อฟ้า
ใบระกา หางหงส์ หน้าบันแกะสลักเป็นลายก้านขดลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกสี ด้านหน้ามีระเบียงยาวโดยตลอดและมีบันไดขึ้นลงอยู่ตรงกลางระเบียงด้านหน้า
ฝาผนังทั้งภายนอกและภายในตกแต่งด้วยลายรดน้ำปิดทองตลอดทั้งหลัง รวมทั้งหน้าต่าง
เสา เพดานและแป

นอกจากนี้ที่หน้าต่างด้านนอกเป็นภาพทวารบาลแต่มีสภาพทรุดโทรมลบเลือนไปเกือบหมด
ด้านในของฝาสกัดส่วนหน้ามีภาพจิตรกรรมเขียนสีเป็นเรื่อง ธุดงควัตร13 และอสุภะ10
ของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่นิยมเขียนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ประตูห้องด้านในมีลายรดน้ำปิดทองเรื่องรามเกียรติ์
ลักษณะฝีมือช่างอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์

 

ประวัติของกุฎีทองหลังนี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เศรษฐีทองหรือเศรษฐีบางช้างในแม่กลองเป็นผู้สร้างกุฎีทองถวายสามหลังตามที่ได้ให้สัญญากับหลวงพ่อปลัดทิม
เจ้าอาวาสวัดบางลี่บน ที่เก่งทางด้านนั่งทางในซึ่งได้ทำนายเอาไว้ว่าธิดารูปงามของท่านเศรษฐีมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
ในภายภาคหน้าจะได้เป็นถึงนางพญามหากษัตริย์ เมื่อครั้งที่เศรษฐีทองเดินทางไปพบท่านเพื่อขอฤกษ์วิวาห์ให้กับนางนากธิดาของตนกับหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี(นายทองด้วง)บุตรชายหลวงพินิจอักษร
(นายทองดี)

 

ในกาลต่อมานายทองด้วงซึ่งมีรูปงามและสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภริยาของนายทองด้วงจึงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีอมรินทรามาตย์
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดให้มีการออกพระนามสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 1-4 เสียใหม่
พระองค์ท่านจึงได้รับพระนามว่า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

นั่นคือ ความทรงจำกว่าสองศตวรรษที่เป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงพระราชประวัติในปฐมกษัตริย์และพระราชินีแห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งยังความภาคภูมิใจให้แก่พสกนิกรชาวอัมพวา จ.สมุทรสงคราม

ภาพบรรยากาศข้างวัดภุมรินทร์กุฎีทองที่มองเห็นฝั่งตลาดน้ำอัมพวาอยู่ลิบๆ

เที่ยวสมุทรสงคราม

พาโฉมแฉล้มเที่ยวชมวัดบ้านแหลม

8 May


พวกเราไม่ใช่ชาวกรุงแต่เป็นชาวเกาะที่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ชีพจรหล่นลงเท้าจนได้มาเดินจ้ำอ้าวอยู่แถวแม่กลอง
บรรยากาศที่นี่ชวนให้นึกถึงเพลงลูกทุ่งเก่าๆหลากหลายเพลงที่เนื้อหาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับแม่กลอง
เช่นเนื้อเพลงลาสาวแม่กลอง “เมื่อสงกรานต์งานวัดบ้านแหลม เคยเที่ยวชมกับโฉมแฉล้ม
เมื่อคืนข้างแรมเมษา”
ในเมื่อได้มาเยือนเมืองนี้ก็ต้องไม่พลาดที่จะเข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อบ้านแหลม
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสมุทรสงคราม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือ
วัดบ้านแหลม


บริเวณทางเข้าวัดดาษดื่นไปด้วยพ่อค้าแม่ขายและหลากหลายอาหารทานเล่น
ไล่ไปจนถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล สี่สาวเดินทอดน่องมองร้านรวงต่างๆอย่างสนุกสนาน กลิ่นหอมของขนมกาลอจี๊ลอยมาชวนให้น้ำลายสอ
สองสาวจดจ้องขนมหวานที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวนำไปทอดด้วยไฟอ่อนๆ ในกะทะแบนๆ ด้วยความสนใจ
คุณป้านักบรรยายเล่าให้ฟังว่า “เวลาทานจะคลุกกับงาและน้ำตาลทรายขาวกองนั้นแหละ”
พูดแล้วก็ชี้นิ้วไปยังกองน้ำตาลทรายขาวคลุกงาที่อยู่ข้างๆกะทะทอดแป้ง

เราเดินไปอีกหน่อยก็เจอผู้คนเรียงแถวเดินผ่านพระสงฆ์รูปหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนถึงทางเข้าอุโบสถและกำลังประพรมน้ำมนต์ให้กับพุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลมาสักการะหลวงพ่อบ้านแหลม
ทุกคนเดินค้อมตัวก้มหน้าพนมมือประหลกๆรับศีลรับพรที่มาพร้อมกับละอองน้ำมนต์
ความแน่นขนัดของฝูงชนเป็นบทพิสูจน์ศรัทธาและความเลื่อมใสที่มีต่อหลวงพ่อบ้านแหลมได้เป็นอย่างดี

ตามตำนานเล่าว่ามีพระพุทธรูป
5 องค์พี่น้องลอยน้ำมา
องค์แรกถูกนำขึ้นประดิษฐานที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา
องค์ที่สองถูกนำขึ้นประดิษฐานที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม องค์ที่สามถูกนำขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี
จังหวัดสมุทรปราการ องค์ที่สี่ถูกนำขึ้นประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม
(วัดเพชรสมุทรวรวิหารในปัจจุบัน)
จังหวัดสมุทรสงคราม องค์ที่ห้าถูกนำขึ้นประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี
พระพุทธรูปทั้ง
5 องค์นี้ ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
มีอภินิหารเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองนั้นๆ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนจังหวัดอื่นทั่วไปด้วย

หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระทุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์
ปางอุ้มบาตร
ขนาดสูงจากปลายนิ้วพระบาท(นิ้วเท้า)ถึงยอดพระเกศมาลา(รัศมีเหนือศีรษะ)
167 ซม. คือเท่าขนาดคนธรรมดา
ฐานพระบาท(เท้า)สูง
45 ซม. เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา
ลักษณะเด่นเป็นพิเศษ คือพระพักตร์(ใบหน้า)งามเหมือนพระพักตร์เทพบุตร มีคนกล่าวว่าหลวงพ่อเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
เพราะมีพระพักตร์เป็นเทวดานี่เอง เทวดาจึงมาสิงสถิตรักษาองค์หลวงพ่ออยู่ให้เป็นพระศักดิ์สิทธิ์

พระหัตถ์(มือ)เป็นคนละชิ้นกับพระพาหา(แขน)
ทำให้สามารถถอดออกได้ เป็นแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เช่น พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร
ก็ถอดได้เป็นท่อนๆ เป็นต้น พระบาทไม่สวมฉลองพระบาท(รองเท้า)แบบพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์สมัยกรุงศรีอยุธยา
พระเศียร(ศีรษะ)นั้นไม่สวมเทริดชฏาแบบพระโพธิสัตว์ สมัยอยุธยา พระเกศมาลาเป็นเปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย

สังฆาฏิ(ผ้าทาบ)พาดยาวลงมาถึงพระชงฆ์(เข่า)
แต่ไม่มีลายเป็นดอกดวงเป็นแบบพระพุทธรูปสมัยอยุธยา จีวรทำแผ่เป็นแผ่นแผงอยู่เบื้องหลัง
มีแฉกมุมแบบอยุธยา ฐานรองพระบาทนั้นตอนบนทำเป็นรูปดอกบัวบานรองรับ
ตอนล่างทำเป็นฐานหักมุม
12 มุม
เป็นรูปฐานพระเจดีย์ ชั้นล่างสุดทำเป็นฐานเท้าสิงห์มีลวดลายสวยงามมาก

ทรงเครื่องเต็มยศ กล่าวคือสวมสายสะพายพาดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ
คาดรัดประคด ปักดิ้นเงินซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานถวายเป็นพุทธบูชา
บาตรแก้วสีน้ำเงิน ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงษ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
ทรงประทานถวายหลวงพ่อไว้ในรัชกาลที่
5
เวลานี้ทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รัดประคตและบาตรแก้ว
ทางวัดเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ พระพุทธรูปหลวงพ่อบ้านแหลมนี้ ทางกรมศิลปากรได้จดทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุแห่งชาติแล้วตั้งแต่ปี
พ.ศ.
2496

เรายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในอุโบสถอย่างไม่ขาดสาย
บ้างก็กำลังสนใจเลือกหารูปสักการะหลวงพ่อเพื่อเช่าบูชา บ้างก็กำลังตั้งจิตอธิษฐานขอพร
บางกลุ่มขนข้าวขนของมาถวายแก้บน ในขณะที่คนอีกกลุ่มใหญ่กำลังสาละวนอยู่กับการขึ้นไปปิดทองที่องค์พระ
เรารู้สึกได้ถึงความศรัทธาแรงกล้าของผู้คนที่มาอยู่รวมกัน ณ ที่แห่งนี้ แต่เหนือยิ่งกว่าศรัทธา คือ การประพฤติดี ปฏิบัติดี เพราะธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม


เที่ยวสมุทรสงคราม

วัดศรัทธาธรรม…อุโบสถไม้สักทองฝังมุกอันวิจิตร แหล่งผลิตกาละแมรามัญ

8 May

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีตกาลสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ชาวมอญราวสิบครอบครัวหนีสงครามกลางเมืองจากพม่ามาพึ่งผืนแผ่นดินภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร
ด้วยความที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปี พ.ศ.2341 จึงได้ร่วมมือร่วมแรงกันสร้างศาลาหลังเล็กๆสองสามหลังตรงบริเวณปากอ่าวหรือปากแม่น้ำแม่กลองเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีบุญกุศลต่างๆ
 เรียกกันว่า วัดมอญ แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่3-4
รูป ชาวบ้านจึงเดินทางไปอาราธนาหลวงพ่อม่องมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

 

จากนั้นเจ้าอาวาสรุ่นที่สี่ หลวงพ่อชุบหรือพระครูสมุทรคุณวิสุทธิวงศ์
ดำริจะสร้างอุโบสถไม้สักทองฝังมุกทั้งหลังขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแทนดอนหอยหลอด
เพราะเวลาน้ำขึ้นนักท่องเที่ยวจะมองไม่เห็นดอน จึงใช้เวลาสะสมไม้สักทองสิบปี เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้วจึงได้ลงมือสร้างอุโบสถไม้สักทองฝังมุกขึ้นเมื่อปี
พ.ศ.2535 โดยใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ปี
เกือบจะได้ทำพิธีเปิดอุโบสถหลวงพ่อชุบท่านก็มรณภาพ

 

นับจากนั้นจวบจนบัดนี้เบื้องหน้าเรา คือ
อุโบสถไม้สักทองฝังมุกอันวิจิตรตระการตาหนึ่งเดียวในสยาม
ลมทะเลพัดผ่านมาปะทะใบหน้าหอบเอากลิ่นอายน้ำเค็มขึ้นมาเตะจมูก เรากวาดสายตามองความประณีตของลวดลายและฝีมือ
4 ตระกูลช่างที่บรรจงสลักลายเทพพนมบนเสาระเบียง
เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นของเปลือกหอยมุกและความมุ่งมั่นผสานกับทักษะทางช่างศิลป์ไทย เป็นที่เล่าขานกันว่าในยามเย็นอุโบสถแห่งนี้จะดูสวยงามยิ่งเมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องกระทบเปลือกหอยมุก
ลวดลายสลักอันวิจิตรบรรจงเหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับ ราวกับว่าศรัทธาแห่งธรรมถูกปลุกให้คืนชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในอุโบสถความงดงามของลวดลายไทยอันอ่อนช้อยที่ถูกสลักลงบนไม้สักทองเนื้อดีถูกขับให้โดดเด่นขึ้นด้วยเปลือกหอยมุกที่ถูกบรรจงแต่งแต้มให้พริ้วไหวล้อไปกับลวดลายเหล่านั้น
พระพุทธชินราชองค์พระประธานในอุโบสถโดดเด่นแผ่รัศมีแห่งความสงบเย็นอยู่เบื้องหน้าผนังฝังมุกที่เป็นเรื่องราวของพระประจำวันเกิด
ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝังมุกด้านอื่นๆบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติส่วนด้านล่างเป็นเรื่องราวจากวรรณกรรมรามเกียรติ์

ชุมชนมอญตำบลบางจะเกร็งแห่งนี้เป็นชุมชนมอญที่เข้มแข็ง
ยังคงอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีมอญเอาไว้ได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ถึงแม้ว่าภาษามอญจะจำกัดวงอยู่แต่เพียงในรุ่นผู้เฒ่าผู้แก่
แต่คนไทยเชื้อสายมอญยังคงยึดมั่นประเพณีแห่ธงตะขาบในงานสงกรานต์อย่างไม่เสื่อมคลาย
เนื่องจากคติความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับตะขาบและคนมอญมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

 

นอกจากนี้ ขนมสำคัญในงานบุญสงกรานต์ที่จะขาดเสียมิได้ คือ กาละแมรามัญ
เป็นความภาคภูมิใจของชุมชนชาวมอญที่นี่เนื่องจากขั้นตอนการกวนแป้งข้าวเหนียวที่ผสมกับน้ำกะทิและน้ำตาลปี๊บให้เข้ากันได้ที่ต้องใช้เวลาถึง
8 ชั่วโมงจึงจะได้กาละแมรามัญที่หอมมันและนุ่มหนึบห่อด้วยกาบหมากเป็นมัดเพื่อดูดซับน้ำมันและเก็บกลิ่นหอมก่อนจะนำมาตัดเป็นแว่นๆ
สมเด็จพระเทพฯทรงเคยทดลองกวนกาละแมรามัญด้วยพระองค์เองมาแล้ว
ยังความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรชุมชนรามัญแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ กาละแมรามัญ
กลายเป็นของฝากที่ระลึกจากชุมชนมอญบางจะเกร็งที่กลุ่มแม่บ้านร่วมแรงร่วมใจกันผลิตเพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือโรงเรียนวัดศรัทธาธรรม
ซึ่งหลวงพ่อหลีเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเป็นผู้จัดหาทุนสร้างกว่ายี่สิบล้านบาท

แรงศรัทธาของชุมชนก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง
และที่ชุมชนมอญบางจะเกร็งแห่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของแรงศรัทธาที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นเพื่ออนาคตของลูกหลานชาวรามัญภายใต้พระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ
ทั้งยังเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าศาสนาพุทธยังคงเป็นหลักยึดและที่พึ่งทางใจของเหล่าพุทธศาสนิกชนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลายด้วยศรัทธาแห่งธรรม

เที่ยวสมุทรสงคราม

อิ่มหนำสำราญใจ ที่ร้าน “ไสว” สมุทรสงคราม

7 May


ก๊วนของเราตั้งเข็มทิศมุ่งหน้าตะลอนทัวร์สมุทรสงครามโดยใช้เส้นทางถนนพระราม
2 หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่าน จ.สมุทรสาคร
ที่ได้ชื่อว่าเมืองงามแห่งทะเลและแม่น้ำ เนื่องจากสมุทรสาครเป็นจังหวัดชายทะเล
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ชื่อ “มหาชัย”
ก็เป็นที่คุ้นหูผู้คนพอๆกับชื่อจังหวัด ไม่ได้โด่งดังแต่เพียงในเนื้อเพลงที่ขับขานโดยนักร้องรุ่นเก่าเสียงนุ่มพริ้วอย่างชรินทร์
นันทนาครเท่านั้น จริงๆแล้วเป็นชื่อคลองมหาชัย แหล่งชุมชนขนาดใหญ่ริมแม่น้ำท่าจีนที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมขนส่งทางน้ำที่สำคัญ


“ท่าฉลอมกับมหาชัย
จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า” เสียงครวญเพลงเจื้อยแจ้วจากลูกคอสั่นพริ้วของคุณป้ายังสาวชวนให้นึกถึงบรรยากาศหนุ่มประมงจากท่าฉลอมที่ส่งเสียงเพลงใสซื่อขอความรักจากสาวมหาชัย
ระหว่างที่กำลังเคลิ้มกับการขับกล่อมเพลงแล้วเพลงเล่า
กองเม็ดเกลือสีขาวสะอาดตานับร้อยนับพันกองทั้งสองฝั่งถนนยิ้มรับทักทายผู้สัญจรอย่างเป็นมิตร
เพื่อบอกกล่าวว่าสมุทรสาครเป็นแหล่งทำนาเกลือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เราตั้งใจว่าจะกลับมาเก็บภาพนาเกลือขากลับเข้ากรุงเทพแต่ฝนตกหนักช่วงเย็นเลยอดบันทึกภาพอย่างน่าเสียดาย

 

จากตัวเมืองสมุทรสงครามไม่นานนัก
ก่อนจะถึงปากทางเข้าดอนหอยหลอด เยื้องกับโรงพยาบาลแม่กลอง 2
บนเส้นทางถนนธนบุรี-ปากท่อ ซอยบางจะเกร็ง4 เป็นที่ตั้งของร้านขนาด 2 คูหา
ชื่อสั้นๆว่า “ไสว” ร้านอาหารพื้นบ้านแต่ฝีมือระดับพ่อครัวโรงแรม
อายุอานามของร้านกว่า 40 ปี เป็นเครื่องการันตีฝีมือและความอร่อยได้เป็นอย่างดี
เจ้าของร้านเคยทำงานที่โรงแรมภูเก็ต ยอทช์ คลับ หาดไนหาน
ออกจากก้นครัวมายิ้มเผล่ต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง


 

เมนูเด็ดที่อยากแนะนำให้ลิ้มลอง
คือ ปลาทูต้มมะดัน เพราะความเปรี้ยวของมะดันยิ่งช่วยชูความหวานจากเนื้อนุ่มมันของปลาทูสดๆ
จากท้องทะเลแม่กลอง อร่อยชนิดที่ต้องตักปลาทูกันตัวต่อตัว ตามด้วย ฉู่ฉี่ปลาทู
ที่มีรสชาติร้อนแรงของเครื่องแกงฉู่ฉี่นำขบวน
ปลาทูสดเนื้อขาวนวลถูกห่มคลุมด้วยเครื่องแกงและประพรมความหอมจากใบมะกรูด
เมนูที่เรียบง่ายแต่ใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติเป็นเสน่ห์ปลายจวักของ “ไสว”

 

เมื่อมาถึงถิ่นหอยหลอดก็ต้องลิ้มลองหอยหลอดสดๆกันสักรายการ
เราเลือกหอยหลอดผัดฉ่า หอยหลอดตัวผอมๆยาวๆราวหลอดกาแฟขนาด 3-4
นิ้วนอนเกยคลุกเค
ล้ากันสลอนกับเครื่องผัดฉ่า ทันทีที่ตักคำแรกเข้าปากจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มหนึบของหอยหลอดที่พกพาความเผ็ดร้อนมารองอยู่บนลิ้นและกรุ่นกลิ่นสมุนไพรซาบซ่านขึ้นจมูก

จากนั้นปูทะเลหลนชามใหญ่ก็มาวางอยู่ตรงหน้า
ปูก้ามโตเนื้อแน่นเปรี๊ยะนอนลอยตัวอยู่ในเครื่องหลนที่ข้นคลัก กลิ่นหอมนุ่มของน้ำกะทิเคี่ยวกับน้ำมะขามเปียกและน้ำตาลปึกเป็นกลิ่นที่นุ่มละมุนลิ้นผสานรับกับกลิ่นสมุนไพรจากหอมใหญ่และหอมแดงซอยทำให้ปูสดเนื้อแน่นกรุ่นกลิ่นหลนคำโตลงท้องอย่างรวดเร็ว

เมนูสุดท้ายที่เด็กๆสั่ง
คือ กุ้ง 5 รส ตามแบบฉบับแม่กลอง กุ้งสดตัวโตเนื้อแน่นรสชาติคล้ายกุ้งมะขามคลุกเคล้ากับเครื่องแกล้มอาทิ
ถั่วลันเตา แห้วและแครอท ชูความเผ็ดร้อนด้วยพริกทอดที่แฝงตัวอยู่ในผองเพื่อน
ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม สลับกับความเผ็ดและความมันกรุบกรอบ เป็นห้ารสชาติที่ส่งผ่านความอร่อยจากก้นครัวขึ้นโต๊ะอาหารอย่างลงตัว


อิ่มอร่อยจากอาหารสำรับใหญ่กันไปแล้ว
คุณป้านักชิมนำเสนอของว่างทานเล่นชนิดที่ทานแล้วหยุดไม่ได้ “กล้วยเบรคแตก” นั่นเอง
ฟังชื่อแล้วอาจจะดูพื้นๆแต่พอได้ลองทานไปสักพักจะรู้ว่าหยุดไม่ได้จริงๆ กล้วยหอมอบกรอบชุบน้ำผึ้งที่ว่านี้เป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปของ
จ.สมุทรสงคราม มีขายกันหลากหลายเจ้าแต่เจ้าที่อร่อยจนเบรคแตกทานแล้วต้องทานอีกต้องเป็นกล้วยหอมอบกรอบชุบน้ำผึ้ง
Banana Hut จากบางคนที จ.สมุทรสงครามเท่านั้นที่คุณป้าขาชิมรับประกันความอร่อย


 

ก่อนกลับเจ้าของร้านออกมาแจกบัตรลดให้อย่างไม่งกแถมให้แจกเพื่อนๆกันอีกด้วย
เราเอาไว้แค่ใบเดียวที่เหลือให้ลุงชาติคนเพื่อนเยอะ คนที่นี่เขาทำการค้าเป็น
มานั่งนึกถึงร้านอาหารที่ภูเก็ตบางร้านเราไปทานกันเป็นประจำ ยังไม่เคยลดให้สักสลึงอ้างแต่บัตรหมดจนเลิกอุดหนุนกันไปเลยก็มี

 

หากมีโอกาสผ่าน
จ.สมุทรสงคราม อย่าลืมแวะร้าน “ไสว” ที่เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 9.00-21.00 น. เบอร์โทรติดต่อ
034 711 190 หรือ 081 942 4237 การได้รับประทานอาหารประจำท้องถิ่นที่อร่อย ถูกใจ
ถือได้ว่าเป็นกำไรชีวิตที่ทำได้ไม่ยากเย็น เราอำลา”ไสว”ด้วยความอิ่มหนำสำราญใจ
พร้อมคำสัญญาว่าจะกลับมาลิ้มลองเมนูเด็ดอื่นๆอีกมากมาย

เที่ยวสมุทรสงคราม

ชมช้างสามเศียรบนสะพานกาญจนาภิเษก

7 May

ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปเชียร์สองสาวแข่งขันวิ่งก็ต้องหาโอกาสแวะเที่ยวเติมประสบการณ์ให้กับชีวิต
เที่ยวนี้มีลุงกับป้า
อารมณ์ดีของแบมแบลเป็นผู้นำทัวร์ เราออกเดินทางกันช่วงสายหน่อย
ลุงชาติรับหน้าที่สารถีและมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ส่วน
ป้าเกียดก็กลายเป็นผู้ช่วยมัคคุเทศก์เฉพาะกิจ
เทียน่าสีดำขลับพาผู้โดยสาร 6 ชีวิตแล่นฉิวไปตามถนนในกรุงมุ่งสู่เขตปริมณฑล

ลุงชาติเป็นคนเลือกเส้นทางสายนี้เพื่อให้พวกเราได้เห็นรูปปั้นช้างสามเศียรบนพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
ซึ่งเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ใช้เทคนิคการเคาะขึ้นรูปทองแดงเป็นรูปช้างด้วยมือ
มีความสูงพอๆกับตึก 14 ชั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดเก็บโบราณวัตถุ
รูปเคารพศักดิ์สิทธิ์และของสะสมของคุณประไพ วิริยะพันธุ์ เจ้าของ
บ.วิริยะประกันภัย เราค่อนข้างมั่นใจว่าน้อยคนจะได้ภาพถ่ายจากมุมนี้ เพราะเป็นมุมที่ถ่ายจากสะพานกาญจนาภิเษก
คนขับรถจะต้องรู้มุมและตากล้องต้องนิ้วไวเพื่อให้ได้ภาพ
จากมุมที่แปลกตา
เสียดายที่วันนี้ฟ้าหลัว บรรยากาศของภาพเลยดูไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควร 

“ตอนนี้เรากำลังจะถึงกลางสะพานแล้ว”
สิ้นเสียงบอกเล่าของลุงชาติ
กะเหรี่ยงสี่คนหันซ้ายหันขวาดูวิวนอกหน้าต่างรถกันเลิ่กลั่ก สะพานแห่งนี้เป็นสะพานขึง
(cable-stayed bridge) น้องใหม่ล่าสุดในเมืองฟ้าอมร เปิดตัวเมื่อ
15 พฤศจิกายน 2550 คนไทยส่วนใหญ่เรียกผิดๆกันจนติดปากว่า สะพานแขวน
สะพานกาญจนาภิเษกนี้เป็นสะพานขึงที่มีช่วงกลางแม่น้ำยาวที่สุดในประเทศไทยโดยมีความยาวถึง
500 เมตร ตัวเราเองไม่ได้สนใจกับตัวเลขสถิติเท่าไหร่นักแต่กลับประทับใจในกลิ่นอายของความเป็นไทยที่อวดตัวอยู่บนสะพานแห่งนี้มากกว่า

เรานึกถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยขณะที่ลอดสายตาเหลือบขึ้นไปมองยอดสะพาน
ใต้ร่มพระบารมีที่แผ่ไพศาลนำความร่มเย็นมายังพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้
เฉกเช่นเดียวกับสายน้ำแห่งเจ้าพระยาที่ยังคงรินไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เที่ยวสมุทรสงคราม