อัมพวา…เสน่ห์ริมน้ำข้ามกาลเวลา

12 May


อัมพวา
เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ได้ชื่อว่า ดินแดน
ต้นกำเนิดหนึ่งพระมหากษัตริย์และสองพระราชินี
[รัชกาลที่2/ สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่1(สมเด็จพระราชชนนีในรัชกาลที่ 2)และสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่2] อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดอิน-จัน แฝดสยามชื่อก้องโลก อัมพวามีภาพอดีตอันรุ่งเรือง
เป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามสะท้อนชีวิตวิถีไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แต่วิถีชีวิตริมน้ำที่เรียบง่ายค่อยๆลดเลือนเสน่ห์ลงไปตามกาลเวลาจนเกือบกลายเป็นเพียงตำนานบอกเล่าถึงอดีตอันรุ่งเรืองในรุ่นลูกรุ่นหลานกับภาพบ้านเรือนที่ทรุดโทรมริมสองฝั่งคลอง

 

การพลิกฟื้นอัมพวาเป็นของขวัญล้ำค่าที่เจ้าฟ้าทรงประทานให้กับชุมชน
สมเด็จพระเทพฯทรงพลิกฟื้นเสน่ห์ของอัมพวาให้ปรากฎต่อสายตาผู้คนในชุมชนและอาคันตุกะจากทั่วทุกมุมโลก
โครงการ
อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์จึงถือกำเนิดขึ้น
เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่คุณประยงค์
นาคะวะรังค์ ชาวอัมพวา ที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายมาดำเนินการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวอัมพวา

 

ด้วยความร่วมแรงร่วมใจระหว่างสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและชาวอัมพวาทุกคน
โดยนำ
ภูมิสังคมหรือหลักการพัฒนาในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียง
มาเป็นแนวทางที่สำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีการดำรงชีวิตชุมชนอัมพวาให้สามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง
เรียบง่าย ยั่งยืนและมีความสุข ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม
อัมพวาในวันนี้ กลายเป็น ตลาดน้ำยามเย็น
ที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย
ผู้คนที่นี่พร้อมใจกันปลุกอัมพวาให้ตื่นจากห้วงนิทรามาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนและเสน่ห์ของวิถีชีวิตไทยริมน้ำจากอดีตข้ามกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน

 “จ๋อมๆ” เสียงพายจ้วงน้ำเพื่อขยับเรือเข้าทำเลในยามบ่ายที่พระอาทิตย์กำลังเริ่มโรยแรง
แข่งกับเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของลูกค้าเรียกซื้อของจากแม่ค้าในเรือนับสิบๆลำ ผู้คนริมฝั่งพร้อมใจกันเดินเรียงแถวชมร้านตามกันไปอย่างอ้อยอิ่ง
ยิ่งตกเย็นผู้คนยิ่งหนาตาเบียดเสียดกันเต็มสองฝั่งตลิ่งริมน้ำแม่กลองจนมองไม่เห็นทางเดิน

 

สายน้ำ คือ สายโลหิตหล่อเลี้ยงชีวิตชาวสยามมานมนาน
หากแต่ชีวิตริมฝั่งคลองค่อยๆถูกกลืนหายไปกับ “ความทันสมัย” ที่มาแย่งชิงพื้นที่ไปจนสูญเสียเสน่ห์แห่งอดีตกาล
แต่ภาพเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องหน้าเราขณะนี้ คือ ความเป็นจริงของอัมพวา
วิถีชีวิตริมน้ำที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลอีกครั้งครา

อาหารจากท้องน้ำถูกนำขึ้นมาย่างบนตะแกรงเหล็กส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
บ้างก็ถูกจับแปลงร่างคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆจนเกือบลืมตัวตนที่แท้จริง
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับทัศนียภาพริมน้ำแม่กลองในขณะที่หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างกำลังดูดวุ้นเส้นเหนียวนุ่มจากส้อมที่เพิ่งเขี่ยเส้นขึ้นจากหม้อกุ้งอบวุ้นเส้น
ในขณะที่คุณป้าท่านหนึ่งเดินถือกระทงที่บรรจุทอดมันหัวปลีกระเซ้าเย้าแหย่กับเพื่อนที่มีส้มตำทอดอยู่ในมือ

 

ขนมโบราณก็ถูกจับมาแปลงโฉมให้มีหน้าตาหมดจดงดงามขึ้น จากขนมชั้นสี่เหลี่ยมกลายเป็นดอกกุหลาบสีหวานหลากหลาย
ผลไม้ม
ากมายก็มีวางขายในราคาบ้านสวน ลิ้นจี่กระเทย ผลไม้ประจำท้องถิ่นอีกชนิดหนึ่งสีแดงลูกเล็กกว่านิ้วโป้ง
ไม่มีเมล็ด รสหวานอร่อยทีเดียว
หวานเหมือนน้ำใจเจ้าของร้านขายของที่ระลึกร้านหนึ่งที่หยิบยื่นลิ้นจี่มาให้ลองชิมทั้งช่อ
มะม่วงหาวมะนาวโห่สีแดงเหลือบขาวผลขนาดปลายนิ้วก้อยนอนออกันอยู่ในถุง ดอกอัญชัญสีม่วงครามกองเป็นกออยู่บนโถแก้วที่ภายในบรรจุน้ำอัญชัญสีม่วงใสรอดับกระหายให้ผู้คนที่สนใจ
ร้านอาหารที่มีบรรยากาศย้อนยุคหลายร้านต่างก็เป็นสีสันให้กับตลาดริมน้ำแห่งนี้


ข้าวของ ขนม
ของเล่นในยุคคุณปู่คุณย่าก็ยังคงมีให้เห็นหน้าค่าตากันอยู่ สินค้าเรโทร(ย้อนยุค)
ขึ้นแท่นยอดนิยมเบียดเสียดกับสินค้าสมัยใหม่อย่างไม่น้อยหน้า
เสื้อผ้าหลากแบบที่ถ่ายทอดแนวคิดของผู้ออกแบบรุ่นใหม่มีอยู่ทั่วทั้งสองฝั่งคลอง ยังไม่นับโปสการ์ดอีกร้อยๆใบที่ล้วนแล้วแต่เสนอภาพความประทับใจและเสน่ห์ในแง่มุมต่างๆของอัมพวาให้เลือกซื้อหาเป็นที่ระลึก

 

ฉันหยุดยืนมองภาพหน้าร้านแห่งหนึ่งที่เจ้าของจงใจแขวนไว้ให้ผู้สัญจรได้ชม
ในภาพขาวดำใบนั้นมีแค่เก้าอี้เหล็กสี่ตัววางเ
รียงกันอยู่หน้าผนังที่ว่างเปล่า
แต่ข้อความทั้งห้าแถวในภาพมีพลังดึงดูดให้ฉันตรึงอยู่ในภวังค์

 “เมื่อก้มลงกราบพระ

ฉันจะไม่อธิษฐานขอสิ่งใด

เพราะหนึ่งอึดใจที่

ปราศจากความต้องการ

ใจฉันช่างสะอาด สงบ เย็น”

 

“อืม ใช่” ฉันรำพึงกับตัวเอง ส่งยิ้มให้กับภาพนั้น เพราะช่วงหลังมานี้เวลาไปทำบุญที่วัดฉันไม่เคยขอพรจากพระ
นอกเสียจากการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยแล้วทำจิตใจให้สงบ เบิกบาน 
แค่ได้นึกถึงช่วงเวลานั้นฉันก็รู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาด ชั่วอึดใจหนึ่งเสียงไวโอลินหวานแว่วคลอเคล้ามากับสายลมทำให้ฉันต้องก้าวขาออกจากร้านเดิมพร้อมส่งความปราถนาดีฝากไว้ให้เจ้าของความคิดข้างหลังภาพใบนั้น

หนุ่มวัยกลางคนที่คลุมศีรษะด้วยหมวกปีกยาวสีแดง
กำลังจูบผู้คนด้วยเสียงไวโอลินแห่งรัก
สายตาของเขากวาดไล่ไปบนบันไดเสียงในกระดาษที่อยู่เบื้องหน้า คุณตี๋ ธนกฤต
ชุณห์วิจิตรา พรมนิ้วพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลงผสานรับกับคันชักซึ่งเบียดสีอยู่บนเส้นสายไวโอลิน
โอ
! ที่นี่ล่ะ…สวรรค์ริมน้ำ
ฉันตกหลุมรักอัมพวาเข้าอย่างจังด้วยความเรียบง่ายและกลิ่นอายของวิถีไทยแต่คล้ายมีเวทมนต์ตรึงตราตรึงใจทำให้ฉันค่อยๆเผลอไผลไปทีละน้อย  เที่ยวหน้าฉันต้องหาโอกาสโผล่หน้าออกมายิ้มรับแสงแดดอุ่นยามเช้าริมน้ำแม่กลองให้ได้
ฉันจะไม่ยอมหันหลังให้แสงอาทิตย์อัสดงมาโบกมือลาเหมือนอย่างในวันนี้  คนวาดเสียงคนเดิมกำลังบรรเลงเพลง”แม่กลอง”ละลายใจฉันให้กองไว้ตรงริมน้ำอัมพวา

Advertisements

One Response to “อัมพวา…เสน่ห์ริมน้ำข้ามกาลเวลา”

  1. Piyapat May 13, 2009 at 9:32 pm #

    I WANT TO GO TO AMPAWABUT I DIDN"T >>>I"LL GO SOON THOUGH

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: