Archive | August, 2009

ขนมก้องหยู่น…หนึบนอกกรอบใน

28 Aug
ขนมหวานทานเล่นต้นตำรับภูเก็ตอีกชนิดหนึ่ง คือ ขนมก้องหยู่น ไส้ในเป็นขนมก้องถึง หรือขนมตุ๊บตั๊บซึ่่งทำจากถั่วลิสงคั่วสุกแล้วทุบหยาบๆจากนั้นนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำมาคลุกให้เป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำตาลทรายที่เคี่ยวจนเหนียว เมื่อส่วนผสมได้ที่แล้วจึงนำออกจากเตามาทุบกันเสียงดังตุ๊บตั๊บจนละเอียด จากนั้นก็นำน้ำมันหมูมาเคี่ยวกับแบะแซจนเข้ากันแล้วจึงเติมแป้งสาลีเคี่ยวต่อจนเหนียวหนืดได้ที่จึงโรยงาลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำมาห่อไส้ขนมก้องถึง

ขนมชนิดนี้เป็นขนมพื้นเมืองภูเก็ตมีมาตั้งแต่โบราณ เป็นขนมทานเล่นที่อร่อยเพลินกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่  ร้านเค่งติ้นซึ่งเป็นร้านขนมเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ตตั้งอยู่ใกล้สี่แยกถนนภูเก็ตตัดกับถนนกระยังคงผลิตขนมก้องหยู่นออกมาวางขายอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่อยากลิ้มลองขนมภูเก็ตโบราณหลากรูปแบบต้องแวะไปที่ร้านเค่งติ้นแห่งนี้


ขนมก้องหยู่น (แต่บางคนเรียก หยู่นถึง)

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1800.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

การแข่งขันวิ่งเชิงทะเล มินิ-ฮาล์ฟ มาราธอน ครั้งที่ 5

22 Aug
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552 เทศบาลตำบลเชิงทะเลจัดให้มีการแข่งขันวิ่งเชิงทะเล มินิ-ฮาล์ฟ มาราธอน ครั้งที่ 5 ขึ้นหน้าสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสวันแม่แห่งชาติ งานนี้เทศบาล ต.เชิงทะเลจัดได้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ปีนี้มีนักวิ่งจากเคนย่าเข้าร่วมแข่งขัน 2 คนในระยะมินิ มาราธอนและฮาล์ฟ มาราธอน เป็นสีสันและแรงกระตุ้นให้นักวิ่งชาวไทยหมั่นฝึกซ้อมและพยายามฝึกฝนตัวเอง

บางคนอาจมองว่านักวิ่งต่างประเทศมาแย่งรางวัลนักวิ่งไทย แต่หากมองอีกมุมหนึ่งนักวิ่งต่างประเทศเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้นักวิ่งไทยได้ฝึกฝนและทดสอบความสามารถและกำลังใจของตัวเอง บางครั้งเราต้องยอมรับกับความพ่ายแพ้เพื่อที่จะยิ้มรับกับชัยชนะในโอกาสต่อไป


ระยะทาง 3.5 กม.
ชนะเลิศรุ่นอายุ 13-15 ปีหญิง  ด.ญ.ธัญนุช อุปัติศฤงค์
ชนะเลิศรุ่นทั่วไปหญิง           ด.ญ.ธนัชญา อุปัติศฤงค์


สี่สาวจากชมรมกรีฑาภูเก็ต (กิ๊ฟ-กวาง-แบม-แบล)

นอกจากนักวิ่งต่างชาติที่มาร่วมสร้างสีสันในงานวิ่งปีนี้แล้ว ยังมีคุณยายอายุ 80 กว่าปีมาร่วมวิ่ง 3.5 กม.ด้วย ท่านวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างอารมณ์ดี ส่งยิ้มให้กับคณะกรรมการท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมที่เส้นชัยในขณะที่พื้นรองเท้าทั้งสองข้างหลุดออกจากตัวรองเท้าเหลือเพียงหนังหุ้มรองเท้าด้านบนเท่านั้น ทำให้นิ้วหัวแม่โป้งข้างหนึ่งของคุณยายเนื้อฉีกจนเลือดไหลแต่คุณยายยังยิ้มสู้ ด้วยวัยขนาดนี้ท่านยังตื่นแต่เช้ามาร่วมวิ่งแข่งขัน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านจะยังคงแข็งแรงและดูสดใส แล้วคุณล่ะได้ออกกำลังกายกันบ้างหรือยัง


คุณยายอายุ 80 กว่าแต่ยังแข็งแรงสุดๆ

ขนมอาโป๊ง…แป้งม้วนกรอบห่อเก็บความทรงจำ

22 Aug
เตาอั้งโล่ขนาดย่อมสามสี่ใบวางเรียงกันเป็นแถว ตรงกลางเตามีกองถ่านอุ่นๆที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ หญิงวัยกลางคนหยิบกากมะพร้าวที่ห่อด้วยผ้าขาวบางจุ่มลงไปในถ้วยน้ำมันพืชก่อนที่จะนำมาทาบางๆเคลือบกระทะเหล็กใบเล็กจิ๋วที่อยู่บนเตา จากนั้นหญิงคนเดิมหันไปคว้าจวักตักแป้งที่ละลายผสมกับหัวเชื้อเรียบร้อยแล้วขึ้นมาจากหม้อก่อนที่จะนำไปหยอดลงบนกระทะทีละใบ แล้วใช้มืออีกข้างวนกระทะเป็นวงกลมให้แป้งแผ่ออกเป็นแผ่นบางอาบความร้อนจากถ่านที่ส่งผ่านกระทะเหล็ก ตรงกลางกระทะมีน้ำแป้งกองอยู่หย่อมเล็กๆ จากนั้นกระทะก็ถูกครอบด้วยฝา ไม่ถึงอึดใจฝาก็ถูกแง้มออกทีละใบๆ เผยให้เห็นฟองอากาศในเนื้อแป้งที่แตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ต่อมาอีกไม่นานฝาก็ถูกเปิดออก มือที่คล่องแคล่วกำลังแซะแผ่นแป้งออกจากกระทะเหล็กและม้วนเป็นแท่งยาวๆอย่างรวดเร็วชวนมอง

"อาโป๊ง"ร้อนๆจากเตาส่งกลิ่นหอม ก่อนจะถูกมือเล็กๆของฉันประคองให้กลิ้งไปกลิ้งมาระหว่างมือเพื่อคลายความร้อน การได้ยืนดูแม่ค้าทำขนมอาโป๊งเป็นอีกกิจกรรมที่ฉันชื่นชอบในสมัยเด็ก จนถึงขนาดที่กลับมาเล่นหม้อข้าวหม้อแกงขายอาโป๊งกับเพื่อน ฉันสมมติเอาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กบางๆมาแทนแป้งอาโป๊งแล้วค่อยๆบรรจงม้วนวางขายและอดไม่ได้ที่จะใส่ลูกเล่นเพื่อแสดงถึงความสดใหม่ของขนมของฉันด้วยการจีบนิ้วจับขนมพร้อมสูดปากและขมวดคิ้วเข้าหากันเพื่อแสดงอาการว่าอาโป๊งของฉันยังร้อนอยู่


อาโป๊ง

วันนี้ฉันมีโอกาสแวะซื้ออาโป๊งทานอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่กัดม้วนแป้งบางกรอบ ความทรงจำอันแสนสนุกในวัยเด็กของฉันก็ฉายวาบขึ้นมา ฉันเล็มมาจนถึงตรงกลางขนม น่าเสียดายที่อาโป๊งในมือฉันวันนี้เนื้อแป้งนุ่มๆตรงกลางไม่หนานุ่มเหมือนวันวาน แต่อาโป๊งรุ่นลูกหลานก็ยังคงทำหน้าที่ต้อนรับอาคันตุกะของภูเก็ตมาอย่างต่อเนื่อง ขนมทานเล่นหน้าตาธรรมดาจากปีนังชิ้นนี้อาจไม่ดูโดดเด่นเหมือนขนมอื่นๆแต่ก็เป็นขนมที่มีพื้นเพที่มา เป็นฑูตวัฒนธรรมระหว่างภูเก็ต-ปีนังและจะยังคงบอกเล่าเรื่องราวต่อไปตราบเท่าที่คนรุ่นหลังยังคงเล็งเห็นคุณค่า อาโป๊งจะยังคงเป็นของว่างรับรองแขกได้ไม่น้อยหน้าแพนเค้กหรือวาฟเฟิล ทานคู่กับเซล้องหรือโกปี้ (ชาภูเก็ตหรือกาแฟภูเก็ต) แล้วถ่ายทอดความเป็นมาให้ผู้มาเยือนได้รับรู้และภาคภูมิใจในวิถีชีวิตคนปุ๊นเต่

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1807.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ร้านหมี่ลกเทียน…อีกหนึ่งตำนานครัวปุ๊นเต่

22 Aug
บะหมี่เป็นอาหารที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวภูเก็ตมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ด้วยเส้นที่ยาวของบะหมี่ซึ่งสื่อความหมายถึงความมีอายุยืนยาวจึงมักถูกนำไปใช้ในงานมงคลต่างๆ คนภูเก็ตเมื่อถึงวาระครบรอบวันเกิดก็ต้องผัดหมี่ทาน จึงไม่น่าแปลกที่เกาะแห่งนี้จะเต็มไปด้วยตำนานร้านบะหมี่ดั้งเดิมจำนวนมาก แต่ละร้านต่างก็มีฝีไม้ฝีมือมัดอกมัดใจลูกค้าชนิดไม่มีใครแพ้ใคร

ร้านบะหมี่ที่เป็นอีกตำนานหนึ่งของครัวปุ๊นเต่ภูเก็ต คือ ร้านหมี่ลกเทียน ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่สี่แยกถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุก ตอนนี้อากงส่งตะหลิวต่อให้ลูกชายสืบสานตำนานแทน สมัยอากงอาม่าฉันยังมีชีวิตอยู่พอตกบ่ายแก่ๆบางวันท่านจะสั่งลูกหลานในบ้านให้ไป "คั้วหมี่" หมายถึง "ผัดหมี่" จากร้านต่างๆในภูเก็ต คำว่า ผัดหมี่ ในที่นี้ ไม่ใช่ให้ลูกหลานท่านผัดหมี่ให้ทานแต่ให้ไปซื้อบะหมี่ผัดจากร้านอร่อยกลับมาทานที่บ้าน

เส้นบะหมี่ไข่ที่เหนียวนุ่มตามแบบฉบับกวางตุ้งถูกทำขึ้นเองโดยสูตรที่เป็นความลับของครอบครัวโกล้านแห่งร้านหมี่ลกเทียนแต่นั่นยังไม่ใช่เคล็ดลับความอร่อยทั้งหมด กลิ่นหอมของหมูแดงและกลิ่นไหม้ตรงก้นกระทะที่ซ่อนอยู่ต่างหากที่ช่วยเน้นรสชาติความหอมอร่อยที่ขึ้นชื่อของร้าน "กลิ่นขี้ทะ" หรือ กลิ่นก้นกระทะเวลาผัดด้วยไฟแรงช่างหอมยวนใจยั่วให้น้ำลายสอจนก่อให้เกิดตำนานร้านหมี่ลกเทียน หากต้องการลิ้มลองอาหารต้นตำรับแท้ๆแนะนำให้สั่งเมนู "มีคั้วมู่แด๋ง"นี่ล่ะ พยายามออกเสียงตามที่บอกเพื่อการเข้าถึงความเป็นคนปุ๊นเต่ (คนพื้นเมือง)และเพื่ออรรถรสในการเปิบอาหารพื้นเมือง


บะหมี่ผัดหมูแดง หรือ มีคั้วมู่แด๋ง

อีกหนึ่งเมนูที่อยากแนะนำ คือ บะหมี่แห้งเกี๊ยว-หมูแดง ที่จะได้ลิ้มรสความเหนียวนุ่มของบะหมี่สดโฮมเมดที่คลุกเคล้าด้วยน้ำมัน หอมเจียวและกากหมูที่เคี่ยวจนหอมกรอบ โรยหน้าด้วยเกี๊ยวและหมูแดงพร้อมต้นหอมซอยและถั่วลิสงคั่วบด อืม! เหนียวนุ่มหอมอร่อย…จนต้องบอกต่อ แต่ลูกค้าอาจต้องทำใจสักนิดกับสภาพร้านซึ่งเป็นห้องเล็กๆชั้นเดียว หากนั่งทานที่ร้านเรียบร้อยแล้วเวลาไปเจอใครไม่ต้องบอกก็รู้ว่าออกมาจากร้านหมี่ลกเทียน เพราะกลิ่นหอมของบะหมี่ผัดผสมกับ "กลิ่นขี้ทะ" จะเกาะติดเป็นของฝากจากทางร้านไปตลอดทั้งวัน



บะหมี่แห้งเกี๊ยว-หมูแดง หรือ มีแฮ้งเกี๊ยว-มู่แด๋ง

ร้านหมี่ลกเทียน ตั้งอยู่บนถนนสตูล ก่อนถึงสามแยกหน้าที่ทำการอำเภอเมืองภูเก็ต เปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00 น.ไปจนถึง 16.00 น. หากไปก่อนหน้านี้ก็ต้องนั่งแกร่วรอเจ้าของร้านไปก่อนหรือจะเลือกเดินชมคฤหาสน์เก่าที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนปลูกปัญญาเพื่อชมความงามของอาคารชิโน-โปรตุกีส เรียกได้ว่าเลือกอิ่มตาก่อนอิ่มท้องก็ไม่เลว

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1805.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

หมี่สั่ว…อาหารปุ๊นเต่ที่ต้องลิ้มลอง

22 Aug
หมี่สั่วเป็นผลิตภัณฑ์พื้นเมืองอีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต ลักษณะเป็นเส้นหมี่เล็กๆสีขาวทำจากแป้งสาลี บรรจุแบบอบแห้งในซอง ยี่ห้อดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อมานับสิบๆปี คือ หมี่สั่วตรานกนางแอ่น เขารัง ชาวภูเก็ตดั้งเดิมจะต้องมีหมี่สั่วเก็บไว้ในครัวแทบทุกบ้าน ทั้งเพื่อใช้ประกอบอาหารซึ่งสามารถประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ ในโอกาสมงคล เช่น การทำขวัญเดือนของเด็กทารกที่มีอายุครบ 1 เดือน เมื่อญาติผู้ใหญ่ได้รับอิ่วปึ่งและไข่ไก่ทาสีแดงพร้อมทั้งขนมเต่า จากบ้านของสมาชิกตัวน้อย ญาติผู้ใหญ่จะมอบของรับขวัญกลับไปโดยมี ไข่ไก่สดและหมี่สั่วพร้อมทั้งกระดาษแดง โดยมีนัยยะถึงการกำเนิดใหม่ ความมีอายุยืนยาวและความเป็นสิริมงคล

ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดก็จะรับประทานหมี่สั่วน้ำมันงาใส่ขิงและพริกไทย รายที่รับประทานเครื่องในก็จะต้องมีตับหมูเพื่อบำรุงเลือด แต่หากไม่ปลื้มเครื่องในสัตว์ก็จะใส่หมูสับแทน นอกจากนั้นยังมีหมี่สั่วแห้ง หมี่สั่วบะกู๊ดเต๋และหมี่สั่วผัด


หมี่สั่วแห้ง (หรือ มีซัวแฮ้ง ของชาวภูเก็ต)

หมี่สั่วผัดเป็นเมนูที่ท้าทายสำหรับแม่ครัวมือใหม่ด้วยเหตุที่หมี่สั่วเส้นเล็กมากทำให้ผัดค่อนข้างยาก ยิ่งพอเจอกับไฟแรงๆและกระทะร้อนๆยิ่งทำให้หมี่สั่วแห้งติดกระทะได้ง่าย การผัดจึงต้องมีเทคนิคโดยตอกไข่และใส่เนื้อลงไปก่อนตามด้วยผักแล้วจึงปรุงรสให้กลมกล่อมก่อนจะนำเส้นหมี่สั่วที่ลวกแล้วลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน เวลารับประทานจะโรยหน้าด้วยหอมเจียว เพียงแค่เส้นเล็กๆนุ่มๆของหมี่สั่วสัมผัสปลายลิ้นคุณจะรู้สึกได้ถึงรสชาติที่กลมกล่อมผสมกับความหอมของหอมเจียวกับความหวานจากเนื้อกุ้งสดตัวโตๆและผักบุ้งเขียวๆที่กรุบกรอบอย่างลงตัว


หมี่สั่วผัด (ชาวภูเก็ตเรียกว่า มีซัวคั้ว)

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1802.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ตูโบ้…รวมมิตรความอร่อย

20 Aug

"ตูโบ้"

ต้มบวดรวมมิตร หรือ ตูโบ้ อาหารหวานท้องถิ่นภูเก็ต ทำจากถั่วแดงเม็ดเล็ก (คนภูเก็ตเรียกว่า ถั่วย้อแย้)/ มันเทศ/ เผือก (คนภูเก็ตเรียกว่า หัวบอน)และแป้งมันสำปะหลัง (คนภูเก็ตเรียกว่า แป้งตั่วจูหุ้น) ต้มรวมกันในน้ำกะทิเติมน้ำตาลและเกลือพอให้มีรสหวานนำและเค็มปะแล่ม จะทานร้อนๆหรือเติมน้ำแข็งก็แล้วแต่ความพอใจ

คุณแม่ของฉันมักจะต้มตูโบ้เตรียมไว้ให้สมาชิกในครอบครัวบ่อยๆ ฉันชอบนวดแป้งตั่วจูหุ้น หรือแป้งมันสำปะหลังเตรียมให้ท่านโดยคุณแม่จะคอยหยอดน้ำเติมขณะที่ฉันนวดแป้ง เด็กๆสมัยก่อนมีเรื่องสนุกให้เล่นในครัวเสมอ หากยังไม่ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเล่นนอกบ้านฉันมักจะป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆแม่เสมอ พอนวดแป้งจนได้ที่ก็จะนำมาตัดเป็นทรงข้าวหลามตัด หัวบอนหรือเผือกกับมันเทศก็หั่นให้เป็นรูปทรงเดียวกัน น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้สนใจเวลาแม่ต้มถั่วย้อแย้ เลยขาดข้อมูลตรงส่วนนี้ไป

ฉันเคยถามแม่ว่า ทำไมจึงเรียกของหวานชนิดนี้ว่า "ตูโบ้" แม่อธิบายให้ฟังว่า ตู หมายถึง หมู/ โบ้ หมายถึง แม่ รวมความแล้ว "ตูโบ้" หมายถึง แม่หมู แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเรียกเช่นนั้น แต่น่าจะเป็นเพราะลักษณะของหวานเป็นแบบรวมมิตร เอาของกินหลายอย่างมาต้มรวมกันเหมือนต้มอาหารให้แม่หมูกิน แต่ฉันว่าเป็นเพราะต้องการเตือนคนรับประทานให้ระมัดระวังหุ่นตัวเอง หากอร่อยจนลืมตัวมีสิทธิ์เป็นแม่หมูได้ง่ายๆ มากกว่า (:P)

ช่วงหลังมานี้คุณแม่เริ่มเปลี่ยนจากกะทิเป็นน้ำนมถั่วเหลืองชนิดหวานน้อยของ วีซอย อาจจะไม่หอมมันเหมือนน้ำกะทิแต่ก็สามารถอร่อยกับ "ตูโบ้"ได้ไม่แพ้สูตรดั้งเดิม แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1795.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

เกี่ยมโก้ย…ขนมว่างแบบฉบับภูเก็ต

20 Aug
แต่ไหนแต่ไรมาชาวภูเก็ตมักจะสรรหาของว่างรับประทานในช่วงบ่ายแก่ๆ
แม่บ้านจะต้องจัดเตรียมสำรับคาวหวานไว้อย่างพร้อมสรรพ เสร็จจากมื้อกลางวัน
แม่บ้านฝีมือดีบางคนก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง
สรรหาเมนูสำหรับมื้อว่างยามบ่ายกันต่อไป
ที่บ้านของฉันคุณแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัวตั้งแต่เช้าจนเย็นด้วยความกระฉับกระเฉง
จึงไม่น่าแปลกที่กับข้าวทุกจานอาหารทุกอย่างที่ท่านลงมือปรุงมักเป็นที่ถูก
ปากถูกคอคนชิมอยู่เสมอ เพราะท่านทำครัวด้วยหัวใจ

วันนี้ฉันขอเสิร์ฟอาหารว่างยามบ่ายแก่ๆด้วยขนมภูเก็ตชนิดหนึ่งที่มีชื่อ
เรียกว่า "เกี่ยมโก้ย"
ขนมถ้วยสีขาวโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งทอดกับหอมเจียวหอมฉุยราดด้วยน้ำจิ้ม
สมัยฉันยังเด็ก (เอ๊ะ! ก็ไม่นานเท่าไหร่นี่ ;P)
ฉันมักจะถูกเรียกเป็นลูกมือคุณแม่ช่วยแคะขนมออกจากถ้วย "เกี่ยมโก้ย"
ทำจากแป้งข้าวเจ้านำมาโม่ให้เนื้อเนียนละเอียด
จากนั้นนำไปละลายกับน้ำสะอาดในสัดส่วนที่พอเหมาะ
หากน้ำมากไปเนื้อขนมจะเหลว หากน้ำน้อยไปเนื้อขนมจะแข็ง
คนให้เข้ากันพอได้ที่แล้วก็ตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กๆ นำไปนึ่งพร้อมกันในลังถึง

ระหว่างรอก็ทอดกุ้งแห้งตัวเล็กๆที่ล้างน้ำสะอาดและตากแห้งแล้ว
นำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมันแล้วจึงเจียวหอมซอย
การเจียวหอมให้กรอบอร่อยต้องเจียวในขณะที่น้ำมันร้อนเต็มที่
เมื่อหอมเจียวได้ที่แล้วก็ตักขึ้นมาวางให้สะเด็ดน้ำมันโดยเกลี่ยให้กระจาย
จากนั้นนำต้นหอมที่ล้างสะอาดแล้ววางพักให้สะเด็ดน้ำแล้วนำมาซอยให้ละเอียด

ส่วนน้ำจิ้มราดหน้านั้นใช้พริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำแล้วนำมาโม่พร้อมกับกระเทียม (ถ้าไม่ชอบไม่ต้องใส่ก็ได้) นำเตาขึ้นตั้งไฟเติมน้ำส้มสายชูเคี่ยวกับน้ำตาลและพริกเหยาะเกลือให้มีรสชาติเค็มปะแล่ม

เมื่อเนื้อขนมสุกแล้ว นำออกจากลังถึงวางทิ้งไว้ให้เย็นลงแล้วแคะเนื้อขนมให้หลุดจากถ้วย จัดวางในจานโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งทอดและหอมเจียว (สมัยนี้หากุ้งแห้งทอดโรยหน้าไม่ได้เลยส่วนใหญ่จะใช้กุ้งแห้งป่น)ตามด้วยต้นหอมซอยละเอียด ราดหน้าขนมด้วยน้ำจิ้ม

เสน่ห์ของขนมเกี่ยมโก้ยอยู่ที่ความหนึบหนับของแป้งนึ่งและความหอมกรุ่นของหอมเจียวผสานกับความกรุบกรอบของกุ้งแห้งทอดและลื่นลิ้นด้วยน้ำราดรสเปรี้ยวหวานแซมความเผ็ดจากพริกแห้ง ตบท้ายด้วยโกปี้ (กาแฟ) ร้อนๆ เติมพลังให้กับช่วงบ่ายตามแบบฉบับชาวภูเก็ต

ขนมเกี่ยมโก้ย

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือภาพสำหรับทำรายงาน

กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!1794.entry ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ