Archive | November, 2009

แหวกบากง ส่องเขียดว้ากที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน

20 Nov
เสียงดนตรีจากพงไพรบรรเลงก้องในสายลม แทนเสียงเครื่องยนต์ที่เพิ่งดับลงไปก่อนหน้านี้ แดดยามสายโผล่ผ่านยอดไม้มาเมียงมองผู้มาเยือน สายลมเย็นพัดกรูมาวูบหนึ่งเพื่อทักทาย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราได้อยู่ในอ้อมกอดอันกว้างใหญ่แห่ง"ทะเลบัน" อุทยานแห่งชาติที่มีอาณาบริเวณ 196 ตารางกิโลเมตร หรือ 122,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณและป่าชายเลนในเขตพื้นที่อำเภอควนโดนและอำเภอเมือง
จ.สตูล มีแนวเขตทางทิศใต้จรดรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย
ทิศเหนือจรดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ทิศตะวันออกจรดอำเภอสะเดา
จ.สงขลา ทิศตะวันตกจรดทะเลอันดามัน
"ทะเลบัน"
ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2523
(ซึ่งในขณะนั้นมีพื้นที่เพียง 102 ตร.กม.ต่อมาในปี พ.ศ.2534
จึงมีการประกาศพื้นที่เขตอุทยานเพิ่มเป็น 196 ตร.กม.)

"ทะเลบัน"
เกิดจากการยุบตัวลงของโพรงถ้ำหินปูนใต้ดินระหว่างหุบเขา
จีนกับเขามดแดงกลายเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่เนื้อที่ประมาณ 63,350 ไร่ คนท้องถิ่นเรียกชื่อว่า
“เลอ โอ๊ด กะบัน” หมายถึง แผ่นดินยุบ
และ
ต่อมาได้เพี้ยนเป็น “ทะเลบัน” มียอดเขาจีนเป็นยอดเขาสูงสุด 756 เมตรจากระดับน้ำทะเล


บึงทะเลบัน


เราชักชวนกันเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ลัดเลาะไปตามทางเดินไม้ที่ทอดตัวลดเลี้ยวไปตามริมบึง ต้นบากงพืชล้มลุกขึ้นอยู่หนาแน่นริมศาลาบากง บนศาลาไม้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์เดินดินอย่างเรา แต่ในบึง…กอบากงกลับเป็นวิมานหลังใหญ่ของเขียดว้าก หรือ หมาน้ำ (Rana glandulosa) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำรูปร่างคล้ายกบและคางคกแต่มีหาง ลำตัวสีเทาเข้ม
มีแต้มจุดสีเทาเข้มถึงดำ หัวค่อนข้างแบนเรียบ
ตัวผู้มีถุงขยายเสียงมองเห็นได้จากภายนอก 1 คู่ จะ
ส่งเสียงร้องคล้ายลูกสุนัขในยามค่ำคืนที่สงบและฤดูผสมพันธุ์ เขียดว้ากเป็นสัตว์ที่พบได้ชุกชุมตามริมบึงในทะเลบันโดยเฉพาะในฤดูฝน ต้นบากงและเขียดว้ากจึงกลายเป็นสัญลักษณ์และเสน่ห์ของบึงทะเลบัน เราสอดส่องหาเขียดว้ากถึงขั้นแหวกกอบากงตรงหน้าแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง มันอาจจะอ่อนเพลียจากการส่งเสียงร้องขับกล่อมพงไพรในยามค่ำคืนจึงยังไม่ตื่นมาต้อนรับแขกหน้าใหม่ที่มาเยือนในยามสายอย่างนี้

เขียดว้าก หรือ หมาน้ำ
(ภาพประกอบจาก http://www.1000za.com)


นอกจากบึงทะเลบันแล้ว อุทยานแห่งชาติทะเลบันยังมีของดีอวดผู้มาเยือนอีกมากมาย เช่น ถ้ำโตนดิน น้ำตกยาโรย น้ำตกโตนปลิว ถ้ำลอดปูยู  ทุ่งหญ้าวังประ เป็นต้น  ถ้ำโตนดิน อยู่ห่างจากอุทยาน 2 กม. เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 700 เมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยและธารน้ำไหลผ่าน เป็นแหล่งอยู่อาศัยของปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือขุดแร่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลงเหลือมาให้ชมอีกด้วย

น้ำตกยาโรยมีต้นน้ำจากป่าหัวกระทิงแห่งเขาจีนค่อยๆไหลลดหลั่นลงมาถึง 9 ชั้น แต่ละชั้นจะเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน 6 กม. และหากเดินทางต่อไปอีก 6 กม.จะได้ชื่นชมกับความงามของน้ำตกโตนปลิวซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในเขตอุทยานมีต้นกำเนิดจากเขาจีน ด้วยเหตุที่มีน้ำมากเราจึงสามารถชื่นชมความงามของน้ำตกได้ตลอดทั้งปี 

อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด คือ ถ้ำลอดปูยูที่เขากายังซึ่งต้องดั้นด้นไปลงเรือที่ท่าเรือตำมะลัง
โดยจะล่องเรือไปตามลำคลองปูยู ชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนทั้งสองฟากฝั่งสลับกับทิวเขาหินปูนตั้งตระหง่านที่คอยโผล่หน้าทักทายอยู่เป็นระยะ เมื่อถึงถ้ำลอดปูยู จะพบกับเขาหินปูน กว้างใหญ่ขวางลำคลองอยู่ ด้านล่างมีช่องเขาทะลุขนาดไม่ใหญ่นักพอให้เรือหางยาวลอดผ่านได้ เมื่อลอดผ่านไปจะพบกับภูเขาหินปูนและป่าชายเลนเขียวขจีอีกเช่นเดียวกัน เหมาะแก่การพายเรือแคนูชมธรรมชาติป่าชายเลนเป็นอย่างยิ่ง


บริเวณใกล้กับช่องถ้ำลอดยังมีอีกถ้ำหนึ่งซึ่งเป็นถ้ำตัน
สามารถนำเรือลอดผ่านเข้าไปได้ บนเพดานภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ของค้างคาวจำนวนมาก ระหว่างทางที่ล่องเรือไปเราจะได้เห็นวิถีชีวิตในแบบฉบับหมู่บ้านชาวประมง เห็นกระชังเลี้ยงปลากลางน้ำ ชมพันธุ์ไม้ป่าชายเลน สัตว์ทะเลจำพวก ปู ปลา ตลอดจนนกต่างๆ
เช่น นกกระเต็น เหยี่ยวแดง เป็นต้น


นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าวังประ เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในหุบเขาทางทิศตะวันตกของอุทยานเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ป่านานาชนิดที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีท่ามกลางวงล้อมอันปลอดภัยของธรรมชาติ มีป่าเบญจพรรณที่หายากทางภาคใต้อยู่ประปราย เหมาะสำหรับการพักค้างอ้างแรม เข้าค่ายและดูนก

 
สองพี่น้องริมบึงทะเลบัน




ด้วยเหตุที่มีตารางแข่งขันกรีฑาเป็นกรอบบังคับจึงไม่สามารถเดินล่องท่องไพรได้อย่างใจปรารถนา ฉันจึงจำเป็นต้องลากหัวใจที่เตลิดเข้าป่าดงกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก่อนที่จะลากเท้าด้วยความอิดออดก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในห้องโดยสารและล้อทั้งสี่เริ่มหมุนพาพวกเราถอยห่างจากอ้อมกอดธรรมชาติ สัมผัสแห่งไออุ่นและความสงบเงียบแห่งพงไพร


***อ่านเรื่องราวบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลหน้าอื่นๆ (คลิ้กที่นี่)

Advertisements

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ณ คฤหาสน์กูเด็น

19 Nov

แดดจ้าทาทาบขับสีขาวของคฤหาสน์ทรงยุโรปให้ดูโดดเด่นขึ้น อาคารสองชั้นตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมโคโลเนียลที่ตั้งตระหง่านอยู่ในซอยเล็กๆ มีเพียงร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายและขวาของตัวตึกเท่านั้นที่ช่วยผ่อนคลายรังสีอหังการ์ของความร้อนลงได้บ้าง ฉันแหงนหน้าขึ้นมองหลังคาทรงปั้นหยาแบบไทยที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย แดดแรงจนต้องหรี่ตาสู้แสง ฉันเหลือบไปเห็นช่องลมตรงหน้ามุขชั้นบนตกแต่งเป็นรูปดาวตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมอิสลาม ก่อนที่จะกวาดสายตาไล่ไปตามหน้าต่างบานเกล็ดรูปทรงยาวรอบตัวอาคารซึ่งดูเย็นตาด้วยสีเขียวคราม

คฤหาสน์หลังนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าร้อยปี จากจุดประสงค์เดิมที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้แต่มิได้ประทับแรม จึงใช้เป็นบ้านพักรับรองแขกเมืองโดยเรียกชื่อว่า "คฤหาสน์กูเด็น" ตามชื่อเดิมของเจ้าเมืองสตูลสมัยนั้น คือ พระยาภูมินารถภักดี (ตวนกูบาฮารุตดิน บินตำมะหง) ชื่อเดิมคือ กูเด็น บินกูแมะ ต่อมาปี พ.ศ.2490-2506 คฤหาสน์หลังนี้ถูกใช้เป็นศาลากลางจังหวัด จนต่อมามีการย้ายไปสร้างศาลากลางหลังใหม่ ชาวบ้านชาวเมืองจึงเรียกคฤหาสน์กูเด็นแห่งนี้ว่า "ศาลากลางเก่า"


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2532 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาและได้ดำเนินการบูรณะ ปรับปรุงเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล โดยสมเด็จฯพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543

วันที่พวกเราไปเยือนคฤหาสน์กูเด็นเป็นวันปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ (เปิดทำการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 9.00-16.00น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสเข้าไปชมภายในซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของจ.สตูลไว้อย่างครบครัน ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวสตูลโดยมีการจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ อาทิ กาน้ำ แจกัน จานชามฯลฯ และมีห้องจัดนิทรรศการแสดงวัฒนธรรมไทยมุสลิม

คฤหาสน์กูเด็นในอดีตอาจคลาคล่ำไปด้วยผู้คนแต่ในปัจจุบันกลับตั้งตระหง่านอยู่อย่างสงบเงียบรอคอยการมาเยือนของผู้ที่ปรารถนาจะเติมเต็มเรื่องราวเกี่ยวกับสตูล วิถีชีวิตและจิตวิญญาณของอดีตแห่งนครสโตยมัมบังสการา หรือเมืองแห่งพระสมุทรเทวายังคงเจิดจรัสอยู่ภายในคฤหาสน์กูเด็นแห่งนี้ท่ามกลางยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปภายนอกอาคาร

***อ่านเรื่องราวบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลหน้าอื่นๆ (คลิ้กที่นี่)

ขอบคุณสตูล…ตำนานชาชักเมืองไทย

16 Nov
ขอบคุณสตูล ร้านชื่อเก๋ที่มีตำนานจากเดิมสมัยปู่ย่าตายายเรื่อยมาถึงรุ่นแม่เปิดร้านขายกาแฟอยู่ที่ตำบลเจ๊ะบิลัง หลังจากที่คุณหลิว (ลัคนา นวมสิริ)มีโอกาสไปเที่ยวมาเลเซียและได้เห็นชาชัก (Teh Tarik or Pulled Tea)ที่นั่น จึงเกิดความคิดที่จะทำธุรกิจนี้ โดยเริ่มแรกก็ให้เด็กเจ๊ะบิลังซึ่งเรียนวิธีชักชาจากลังกาวีมาสอนหลานชาย จากนั้นจึงเปิดร้านชาชักแห่งแรกที่หาดใหญ่ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเมืองใหญ่เศรษฐกิจดี ลูกค้าให้การตอบรับดีเกินความคาดหมาย ต่อมาชาชักร้านขอบคุณสตูลได้แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการจากการเข้าร่วมงาน OTOP ระดับประเทศที่เมืองทองธานีในปี 2546 โดยการชักชวนของสำนักงานพัฒนาชุมชนจ.สตูล หลังปี 2547 จึงเปิดร้านในบ้านเกิดตัวเองอีกแห่งที่ถนนตำมะหงอุทิศ ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล

บรรยากาศเรียบง่ายของร้านขอบคุณสตูลที่เสิร์ฟเมนูไม่ธรรมดา

ชาชักรสชาติยอดนิยมของร้านขอบคุณสตูล
เป็นสูตรชาไทยผสมชามาเลย์
เติมนมสดโดยไม่ใช้น้ำตาลที่ต้องผสานลีลาการชักชาอันเป็นเอกลักษณ์ วันที่พวกเราไปแวะเยือนร้านขอบคุณสตูล ชายหนุ่มมือชักชาได้แสดงการชักชาแบบฉบับขอบคุณสตูลให้ชมเป็นการต้อนรับผู้มาเยือนอย่างคณะเรา น้องชายคนนี้ชักชาได้ถึงใจจริงๆ ชักได้ย้าวยาว (@.@) ยาวสุดแขนเลย แถมด้วยลีลาชักชาอ้อมหลังพร้อมด้วยลีลาหมุนรอบตัว ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าชาจะแตกแถวออกนอกกาแต่อย่างใด ได้แต่กรูกันเข้ากระบอกชงชาโน้นออกกระบอกนี้อยู่ร่ำไป นี่ถ้าได้เพลงประกอบมันส์ๆเพิ่มเข้ามาสักหน่อยคงได้เปลี่ยนชื่อเป็นชาแร็พโย่ว ครองใจขาโจ๋อีกตรึม

ลีลาชักชาแบบฉบับขอบคุณสตูล

หลังจบสิ้นกระบวนท่าชักชาแล้ว ชานมร้อนๆควันฉุย ส่งกลิ่นหอมเตะจมูกถูกเทลงไปรวมกับน้ำแข็งที่นอนออกันอยู่ในแก้ว ฟองชาฟูฟ่องลอยอยู่ด้านบนราวกับเพิ่งผ่านเครื่องตีฟองมาหมาดๆ จากนั้นหนุ่มคนเดิมก็โชว์ลีลาผสมเครื่องดื่มชนิดใหม่ นั่นคือ ชีร้าบบันดุง (Bandung Drink) บันดุงเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตอีกชนิดหนึ่งในมาเลเซียสีชมพูแจ๊ด เป็นนมผสมน้ำหวานกลิ่นดอกกุหลาบ แต่ชีร้าบบันดุงที่ร้านขอบคุณสตูลมีความพิเศษยิ่งกว่านั้นตรงที่เครื่องดื่มชนิดนี้จะแยกเป็นสามชั้นให้เห็นเด่นชัด ชั้นล่างสุดคือนมสีขาวชั้นกลางเป็นนมสีชมพูและชั้นบนสุดคือฟองนมนุ่มที่ฟูฟ่องไม่ต่างจากฟองชาชักเนื่องจากใช้วิธีชักนมก่อนรินใส่แก้ว ฉันไม่ชอบความหวานของชีร้าบบันดุงแต่ตื่นเต้นกับรูปลักษณ์แปลกตาของนมกุหลาบสามชั้นแก้วนี้มากกว่า


   

                                                                 ลีลาชักนม        Teh Tarik and Bandung Drink

จบเรื่องเครื่องดื่มแล้วมาว่ากันต่อด้วยเรื่องอาหาร ที่นี่มีบริการทั้งอาหารมุสลิม อาหารไทยทั่วไปและอาหารอีสาน อาหารจานเด็ดของที่นี่ คือ โรตีกระเบื้องที่ต้องทานคู่กับชาชัก ของแท้ต้องแผ่นใหญ่ บางกรอบ ใหญ่กว่าจานที่รองแผ่นโรตีมาเสียอีก เมนูต่อมาคือ โรตีมะตะบะ (Roti Murtabak) คำว่า Murtabak หมายถึงพับหรือห่อ เป็นโรตีที่ห่อไส้ ไม่ว่าจะเป็นไก่สับ เนื้อสับผัดรวมกับไข่ไก่ หอมใหญ่ กระเทียมและเครื่องเทศ รับประทานคู่กับอาจาดหรือแกง โรตีของที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเมนูของหวานหรือของคาวก็อร่อยไม่แพ้กัน


โรตีกระเบื้องและโรตีมะตะบะ (Roti Murtabak)

พวกเราตื่นตาตื่นใจกับการนำเสนอเมนูแต่ละรายการภายใต้บรรยากาศเรียบง่ายของร้านจนอาหารเกลี้ยงจานไม่รู้ตัว ว่ากันว่า "ถ้ามาเที่ยวสตูล แล้วไม่ได้ทานชาชักและโรตีของร้านขอบคุณสตูล ถือว่ายังมาไม่ถึงสตูล" ถ้าอย่างนั้นท้องที่อิ่มแปร้ไปด้วยโรตีสารพัดชนิดบวกกับชาชักและนมสามชั้นภายใต้สัญลักษณ์ลุงเท่งชักชาคงการันตีได้ว่าค่ำคืนนี้เรามาถึงสตูลกันแล้วแน่นอน


ของแท้
ต้องตราลุงเท่งชักชา

***อ่านเรื่องราวบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลหน้าอื่นๆ (คลิ้กที่นี่)

การแข่งขันวิ่งพิทักษ์เด็กมินิมาราธอน ครั้งที่ 6/ The 6th Child-Watch Phuket Mini-Marathon 2009

15 Nov

ธนัชญาร่วมแข่งขันวิ่ง"พิทักษ์เด็กมินิมาราธอน
ครั้งที่6" วิ่งการกุศลเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเด็กด้อยโอกาสในภูเก็ต

ธนัชญา อุปัติศฤงค์
จากโรงเรียนนานาชาติบริทิช ภูเก็ต เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งพิทักษ์เด็กมินิมาราธอน
ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมพิทักษ์เด็กภูเก็ตร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตภูเก็ต ชมรมวิ่งสวนหลวงและมูลนิธิจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง
เพื่อจัดหาทุนให้แก่สมาคมพิทักษ์เด็กในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดในจังหวัดภูเก็ต

ธนัชญาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งของผู้เข้าแข่งขันวิ่งฟันรันประเภทหญิงทั้งหมด
สมาชิกกาชาดจังหวัดภูเก็ตร่วมเป็นสักขีพยานและมอบถ้วยรางวัลให้กับ ด.ญ.ธนัชญา
อุปัติศฤงค์และนักวิ่งที่ได้รับรางวัลคนอื่นๆในรุ่น นอกจากนี้เพื่อนร่วมโรงเรียนอีกคน
นางสาวทิมาน่า ฮอสแสค ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันวิ่ง 11.9 กม. รุ่นทั่วไปหญิงเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมแข่งขันวิ่งการกุศลพิทักษ์เด็ก
ครั้งที่6 นี้สามารถร่วมบริจาคเพิ่มเติมได้ที่สมาคมพิทักษ์เด็กภูเก็ต
อาคารเทคโนโลยียาง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต 83120
โทรศัพท์และโทรสารหมายเลข 076 276 396 สายด่วน 081 719 5690 อีเมล
: info@childwatchphuket.org, เว็บไซต์ของสมาคมhttp://www.childwatchphuket.org

 

Tanashaya joined
in
the 6th Child-Watch Phuket
Mini-Marathon, the charity race for better lives of underprivileged children in
Phuket

Tanashaya Upatising (Belle) from BIS Phuket attended 3.5 k
Fun Run event at the 6th Child-Watch Phuket Mini-Marathon on 15 November 2009 held
by Child-Watch Phuket Association together with Prince of
Songkhla University (PSU), Phuket Campus, Suan Luang Runners Club and Jui Tui Tao
Bo Geng Foundation to raise fund for Child-Watch Phuket Association to help abused
and underprivileged children in Phuket.

Belle finished the 1st place overall female in Fun Run
event. Phuket Red Cross members witnessed and presented trophies
to Belle and other awarded runners of her category. In
addition, her schoolmate, Timana Hossack also finished the 1st place
overall female in 11.9 k event and Michelle Hossack, her mother won the 1st place of Aged over 40.

For people who missed a chance to participate
in the 6th Child-Watch Phuket Charity Race could make a donation at
Child – Watch Phuket, Rubber
Technology Building, Prince of Songkhla University, Kathu, Phuket 83120 Tel.
& Fax : +66 76 276 396 Hotline : +66 81 719 5690 e-mail :
info@childwatchphuket.org, URL: http://www.childwatchphuket.org

ก่อนตะวันลับฟ้าที่ท่าเรือเจ๊ะบิลัง

14 Nov
เรือประมงหลายสิบลำจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าหมู่บ้านชาวประมง แดดยามบ่ายแก่ๆยังคงสาดแสงทั่วท้องทะเลอันดามัน ช่วงน้ำลงอย่างในวันนี้น้ำทะเลลดระดับลงจนเรือเกยอยู่บนโคลนริมป่าชายเลน กลิ่นน้ำเค็มลอยมาปะทะจมูก เสียงเรือหางยาวดับเครื่องจอดเกยอยู่บนเลนส่งผู้โดยสารตัวน้อยๆ 8 คนขึ้นฝั่ง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าเป็นภาพคุ้นตาของวิถีชีวิตริมท่าเรือ แต่ที่นี่มีตำนานความเป็นท่าเรือแห่งเจ๊ะบิลังที่ไม่เหมือนใคร

คำว่าเจ๊ะบิลัง มาจากชื่อของชาวมุสลิม ชื่อ บิลัง ที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่นี้เป็นคนแรก มีคำนำหน้าชื่อว่า เจ๊ะ ตำบลเจ๊ะบิลังเป็นชุมชนชาวมุสลิมอยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 13 กม. 

"แดนดินถิ่นภาษายาวี      ตอแมะห์ชาชักโรตี

  อาหารทะเลล้วนมากมี   เมืองคนดีเจ๊ะบิลังก้าวหน้า"

จากคำขวัญข้างต้นของตำบลบอกความหมายเป็นนัยให้เราทราบว่าชุมชนชาวไทยมุสลิมแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านอาหารทะเล โรตี แกงตอแมะห์และชาชัก คงต้องขยายความเมนูชื่อแปลกหูกันไปทีละรายการ

"ตอแมะห์"เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวมุสลิมในรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย
มาจากคำว่า ตูมิห์ (TUMIH) หมายถึง การผัดเครื่องแกงคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำกะทิสดหรือน้ำมัน ไทยเราเรียกว่า ตอแมะห์ อาหารปุ๊นเต่(พื้นเมือง)ภูเก็ตที่ได้รับอิทธิพลจากปีนัง เรียกว่า "แกงตูมี้"

แกงตอแมะห์เป็นเมนูยอดนิยมในหมู่ชาวไทยมุสลิมภาคใต้ (สตูล ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส) โดยรับประทานคู่กับข้าวมันหรือโรตี ถ้ารับประทานกับโรตีส่วนมากมักจะเป็นมื้อเช้า


ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก

วิธีการปรุงตอแมะห์เผื่อผู้ที่สนใจอยากลองทานอาหารเมนูใหม่ๆ เริ่มจากการเตรียมส่วนผสมให้พร้อมสรรพ อาทิปลาสด น้ำกะทิสด เกลือ มะขามเปียก ขมิ้น พริกแห้งเม็ดใหญ่ กระเทียม หัวหอมแดง เมล็ดบาลาบา เมล็ดซาหวี เมล็ดผักชี เมล็ดข้าวเล็ก เมล็ดข้าวใหญ่ และใบกาลาปอแหล(ใบสมุยเทศ)

จากนั้นตั้งน้ำมันให้ร้อน เอาหอมและกระเทียมที่ซอยเรียบร้อยแล้วรวมทั้งเมล็ดบาลามาและเมล็ดซาหวีลงเจียว แล้วนำเครื่องปรุงซึ่งบดละเอียดลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันจนสุกหอมแตะจมูก ใส่น้ำกะทิสดเคี่ยวต่อไปจนเดือด จากนั้นใส่ปลาที่เตรียมไว้ รอให้ปลาสุกจึงคนให้เครื่องแกงคลุกเคล้าเข้ากันกับปลา ไม่ควรคนมากหรือตั้งไฟนานเพราะจะทำให้เนื้อปลาเละเกินไป จากนั้นใส่น้ำมะขามเปียกลงไปเล็กน้อยพอให้มีรสอมเปรี้ยว แล้วใส่ใบกาลาปอแหลตามลงไปแล้วจึงยกลงจากเตา ใส่จานปรุงแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าให้สวยงาม
รับประทานกับข้าวหรือโรตี

ส่วนชาชักนั้นคงต้องรีบออกตัวว่าชาชักเจ๊ะบิลังเป็นต้นกำเนิดของชาชักในเมืองไทย ร้านดังของจ.สตูล คือ ร้านขอบคุณสตูล ดังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดชนิดที่ว่าใครไม่ได้ดื่มชาชักร้านขอบคุณสตูล ถือว่ายังมาไม่ถึงสตูลกันเลยทีเดียว รายละเอียดเรื่องชาชักตามอ่านได้ในบันทึกขอบคุณสตูล…ตำนานชาชักเมืองไทย

โรตีร้อนๆหอมนุ่มหวานมันเป็นเมนูพื้นๆของอาหารสายเลือดไทยมุสลิม แต่โรตีที่เจ๊ะบิลังต้องลอยฟ้ามาลงจานเท่านั้น สุดแล้วแต่ใครจะสร้างสรรค์เมนูอาหารให้หวือหวาพิสดารเรียกความสนใจจากลูกค้าและเรียกหาความเป็นหนึ่งเดียว

ด้วยเหตุที่ชุมชนเจ๊ะบิลังมีทำเลที่ตั้งติดชายฝั่งทะเลอันดามันซึ่งมีทั้งป่าชายเลนและทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนจึงหาเลี้ยงชีพด้วยการทำประมง และหนึ่งในอาชีพที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของที่นี่ คือ การย่ำกั้ง กั้งเป็นสัตว์น้ำเค็มที่มีรสชาติอร่อย หายากทำให้มีราคาสูง เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้จากการย่ำกั้งคงต้องอุบวิธีการไว้ให้ผู้อ่านตามไปดูกันเอง นอกจากนั้นเจ๊ะบิลังยังมีท่าเทียบเรือใหญ่ที่สมบูรณ์แบบสามารถติดต่อกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะแก่งที่สวยงามต่างๆของจังหวัดสตูล

พวกเรามาเยือนท่าเรือเจ๊ะบิลังในบ่ายแก่ๆของวันลอยกระทง ถึงแม้ผู้คนที่นี่จะต่างศาสนาแต่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร เราคือคนไทยด้วยกัน ฉันอาจเป็นเพียงผู้มาเยือน ฉันอาจเลือนหายไปจากสายตาของผู้คนที่นี่แต่ความทรงจำที่สวยงามก่อนตะวันลับฟ้าที่ท่าเรือเจ๊ะบิลังแห่งนี้จะยังคงไม่ลบเลือนไปจากใจฉัน

สายลมแสนอ่อยเอื่อย พัดระเรื่อยมาทักทาย
น้ำเค็มหอบกลิ่นอาย พัดซอกไซ้ตามไรผม
แดดสาดแสงส่องแก้มใส ยิ้มละไมรับสายลม
ผืนน้ำนิ่งดุจพรม เรือนอนซมรอน้ำชู
วันเพ็ญเดือนสิบสอง คืนนี้น้องรอพี่อยู่
กระทงยังคอยคู่ ร่วมลอยสู่แม่คงคา
ปล่อยใจให้ลอยล่อง เสียงนกร้องก้องเวหา
ย้ำเตือนถึงสัญญา
       
ฝากที่ท่าเจ๊ะบิลัง
  

***อ่านเรื่องราวบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลหน้าอื่นๆ (คลิ้กที่นี่)

สนามกีฬารัชกิจประการ จ.สตูล

14 Nov

แบมแบลหน้าทางเข้าสนามกีฬารัชกิจประการ
(ดูแผนที่ ข้อมูลจาก http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=9250.0)

สนามกีฬารัชกิจประการสร้างโดยงบประมาณของเทศบาลเมืองสตูล  โดยนายพิบูลย์ รัชกิจประการ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสตูลบริจาคที่ดินจำนวน 30 ไร่ 11 ตารางวาให้เทศบาลเมืองสตูลสร้างสนามกีฬาเพื่อสาธารณประโยชน์ น่าภาคภูมิใจแทนเยาวชนและประชาชนชาวสตูลที่มีผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการกีฬาและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นี่ขนาดจ.สตูลไม่ได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากมายมหาศาลเทียบเท่าเกาะภูเก็ต แต่น้ำใจของผู้ใหญ่ที่สตูลช่างกว้างใหญ่เสียจริงๆ



แต่ละมุมมองของสนามกีฬารัชกิจประการที่สะท้อนความเป็นเมืองสตูล
ดินแดนที่"สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์
"

สนามกีฬาแห่งนี้อยู่ติดกับป่าชายเลน เป็นแหล่งออกกำลังกายยามเย็นของชาวสตูล การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 26 คัดเลือกภาค 4 จ.สตูล ก็ได้ใช้สนามนี้ทำพิธีเปิดและปิดการแข่งขันและยังใช้เป็นสนามแข่งขันกรีฑา คัดเลือกภาค4 เมื่อวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2552


ป่าชายเลน…ข
ุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจด้านป่าไม้และประมง

ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ

ในเมื่อสนามกีฬาอยู่ติดกับป่าชายเลน ก็ต้องมีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆมาฝากไว้ในบันทึกหน้านี้ ป่าชายเลนมีความสำคัญมากต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์  ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าชายเลนทั้งด้านป่าไม้และด้านประมง

ด้านป่าไม้ ผลิตผลที่ได้จากป่าชายเลนช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้มาก
มีการนำไม้จากป่าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกางมาทำถ่าน ทำเสาเข็ม สร้างบ้าน และในปัจจุบันอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตเมทิลแอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม และน้ำมันดิบต่างก็มาจากการกลั่นไม้จากป่าชายเลนทั้งสิ้น

ในด้านการประมง
ป่าชายเลนถือว่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญต่อสัตว์น้ำนานาชนิด
วงจรชีวิตของสัตว์น้ำเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับป่าชายเลนทั้งในด้านเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ
ป่าชายเลนสามารถผลิตอาหารและแร่ธาตุหลายชนิดจากการร่วงหล่นและสลายตัวของเศษไม้ ใบไม้ ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนจึงมีผลเกี่ยวเนื่องกันกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อใดที่ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนถูกทำลายลงสัตว์น้ำซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจก็จะสูญสิ้นไปด้วย

***อ่านเรื่องราวบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลหน้าอื่นๆ (คลิ้กที่นี่)

บันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูล

14 Nov

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา (ขอบคุณภาพอ้างอิงจาก http://www.oncefineday.com)

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันมีโอกาสได้มายืนอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติที่สงบของ จ.สตูล ดินแดนที่คนต่างศาสนาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีน้ำจิตน้ำใจ  ดินแดนที่คนต่างเชื้อชาติเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างเป็นมิตร ดินแดนที่ฉันสามารถสูดอากาศสดชื่นได้อย่างเต็มปอด สตูลเป็นเมืองที่ยังคงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติไว้ได้ค่อนข้างมาก

คำว่า "สตูล" มาจากภาษาพื้นเมืองว่า "สโตย" (Setoi)แปลว่า
"ต้นกระท้อน" ซึ่งสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมเมืองสตูลมีต้นกระท้อนมากมาย ชื่อเมืองอย่างเป็นทางการ คือ "นครสโตยมัมบังสการา" (Negeri Setoi Mumbang Segara) ซึ่งหมายความว่า "สตูลเมืองแห่งพระสมุทรเทวา" ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา"
จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาตราบเท่าทุกวันนี้

เดิมทีเมืองสตูลรวมอยู่กับรัฐเคดาห์หรือรัฐไทรบุรีซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในแหลมมลายู (ประเทศมาเลเซีย) ได้ตกมาอยู่ในความปกครองของไทยในสมัยรัชกาลที่ 1
ซึ่งทรงแต่งตั้งคนพื้นเมืองเป็นผู้ดูแลฝ่ายปกครองและฝ่ายตุลาการตามแบบฉบับ
แหลมมลายู  ในสมัยรัชกาลที่3
จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงโปรดเกล้าฯให้เมืองนครศรีธรรมราชดูแลราชการงานเมือง
เนื่องจากรัฐไทรบุรีก่อความไม่สงบหลายครั้งหลายครา

ประชาชนร้อยละ 76 ของที่นี่เป็นชาวไทยมุสลิมที่เหลือเป็นชาวไทยพุทธและชนพื้นเมืองที่เป็นชาวเลอีกจำนวนไม่มาก สตูลเป็นเมืองชายแดนที่อยู่แถบชายฝั่งทะเลอันดามัน มีเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันนับ 105 เกาะ จนได้สมญานามว่าเมืองร้อยเกาะ แต่ทางจังหวัดไม่ได้นำสมญานามนี้มาเป็นคำขวัญประจำจังหวัด นอกจากนี้ทั่วทั้งจังหวัดสตูลไม่มีแม่น้ำเลย จะมีก็แต่เพียงลำคลองสายเล็กๆที่ไหลจากเขาทางทิศเหนือและทิศตะวันออก เช่น คลองท่าแพ คลองละงูฯลฯ แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแซงหน้าชื่อจังหวัด คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา (อดีตที่คุมขังนักโทษทางการเมืองของไทย) เกาะหลีเป๊ะ หมู่เกาะอาดัง-ราวี เกาะหินงามและเกาะบูโหลน

ห้าวันกับชีวิตที่ดูเหมือนถูกธรรมชาติดึงให้ดำเนินไปอย่างช้าๆช่างเป็นเวลาที่น่าจดจำ ฉันได้สัมผัสกับรอยยิ้มและน้ำใจของชาวสตูลในทุกๆวัน วิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่ายและไม่เร่งรีบ ต่างจากภาพที่ฉันต้องออกไปพบเจอทุกวันบนท้องถนนที่บ้านฉันเอง เป้าหมายของนักท่องเที่ยว คือ สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป้าหมายของนักเดินทาง คือ การได้เรียนรู้ชีวิตผู้คน ธรรมชาติและวัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ ฉันขอเลือกรวมกลุ่มกับพวกหลังเพราะฉันรู้สึกดื่มด่ำกับเสน่ห์ของสิ่งเหล่านี้

พอถึงเวลานั่งเขียนบันทึกจริงๆจังๆแล้วรู้สึกโมโหตัวเองที่ลืมเก็บภาพบรรยากาศร้านและผู้คน รวมทั้งบรรยากาศตัวเมืองเอาไว้ในกล้องคู่ใจ จึงทำได้เพียงวาดภาพร้านและผู้คนในความประทับใจด้วยตัวอักษรแทน

ขอบันทึกผู้คนและร้านค้าที่มีน้ำใจไมตรีเหล่านี้ไว้ในบันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูลและอีกหลายคนที่พบเจอระหว่างการเดินทางที่ไม่ได้เอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้ แบมแบลและครอบครัวขอขอบคุณร้าน Time/ ร้านพริกไทย/ร้านขนมจีบ-ซาลาเปา/ ร้าน"กาแฟ"หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองสตูล/ ร้านขอบคุณสตูล/ ร้านอรวรรณซัก-รีด/ แม่บ้านโรงแรมพินนาเคิล วังใหม่/ คุณกุ้ง ร้านศรีเมือง/ น้องเล็ก ร้านค้าชายแดนไทย-มาเลย์ฝั่งวังเกอเลียนและนายด่านมาเลย์

บันทึกการเดินทางกลางอ้อมกอดธรรมชาติที่สตูล (คลิ้กที่ชื่อเพื่อดูรายละเอียด)