Archive | January, 2010

กราบสักการะพระปิดทวารทั้ง9ที่วัดเนรัญชราราม

31 Jan
จากชายหาดชะอำที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนและรถรา ไม่นานนักเราก็มาถึงวัดเนรัญชรารามซึ่งตั้งอยู่ตรงริมทะเลทางด้านเหนือของหมู่บ้านปากคลองชะอำ วัดแห่งนี้สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่6 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาได้ประทานนามว่า "เนรัญชราราม" โดยตั้งชื่อให้สอดคล้องกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระตำหนักประทับแรมรัชกาลที่6 ในชะอำ "เนรัญชรา"เป็นชื่อแม่น้ำในตำนานพระพุทธประวัติ กล่าวว่าพระมหาบุรุษทรงอธิษฐานลอยถาดทองข้าวมธุปายาสหรือข้าวทิพย์ลงสู่แม่น้ำเนรัญชราก่อนตรัสรู้ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้แล้วได้ไปจำพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

หลวงพ่อสงวนเป็นผู้จัดสร้างพระพุทธรูปปิดทวารทั้ง9 หรือพระมหาอุดในปี พ.ศ. 2527 เนื่องจากเห็นว่าวัดมีบริเวณกว้างขวาง มีต้นไม้ร่มรื่น บรรยากาศเงียบสงบอยู่ติดกับชายทะเล ควรจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนและควรมีสิ่งที่ประชาชนจะได้สักการะและเป็นปริศนาธรรม

พระพุทธรูปปิดทวารทั้ง9 เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวขนาดกว้าง7ศอกสูง7ศอกอยู่บริเวณลานกลางแจ้งหน้าวัด นั่งขัดสมาธิปิดทวารทั้ง9 คือ เอามือทั้งสองข้างปิดหน้าประกอบด้วยปิดตาสอง รูจมูกสอง ปากหนึ่ง มืออีกสองข้างปิดหูทั้งสองข้างและมืออีกสองข้างปิดทวารทั้งสอง คือ ทวารหนักและทวารเบา อันเป็นปริศนาธรรมหมายถึงการปิดช่องผัสสะทั้งหลายทั้งปวงเพื่อไม่ให้เกิดกิเลส

พระพุทธรูปปิดทวารทั้ง9

หลังจากที่ได้กราบสักการะองค์พระปิดทวารทั้ง9แล้ว ฉันถอยออกมายืนอยู่ใต้ร่มไม้พิจารณาค้นหาถึงปริศนาธรรมอื่นๆ องค์พระพุทธรูปใช้สีขาวเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราตัดแล้วซึ่งกิเลสทั้งหลายทั้งปวงเรา กายใจก็จะสะอาด ฉันยังนึกต่อไปถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่นดังคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนสังฆสาวกว่า "พระธรรมวินัยทั้งหมดเป็นตัวแทนพระศาสดา" (พระไตรปิฎกซึ่งจัดพิมพ์โดยมหามกุฎราชวิทยาลัย ชุด91เล่ม ปรากฏอยู่ในเล่มที่ 13 หน้า 320 บรรทัดที่ 20) การที่พระพุทธรูปปิดหน้าก็เหมือนจะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักว่าอย่ายึดมั่นถือมั่นกับอริยสงฆ์องค์หนึ่งองค์ใดแต่ให้ยึดถือในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แล้วน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อชำระกายใจให้สะอาด สว่างและสงบ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจภายในวัด คือ พระอุโบสถทรงอินเดีย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อทองซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพสักการะเป็นอย่างมาก และศาลาจตุรมุขที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาททองเหลืองและรูปหล่อพระครูสุนทรวิโรจน์ (สงวน ชาคโร) ผู้เป็นเจ้าอาวาสยาวนานถึง 52 ปีและมีคุณูปการกับวัดเนรัญชรารามและชาวท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง

พุทธศาสนิกชนที่มาเยือนวัดเนรัญชรารามอาจจะละกิเลสลงได้ชั่วครู่เมื่อได้เห็นปริศนาธรรมจากองค์พระพุทธรูปปิดทวารทั้ง 9 แต่จะมีสักกี่คนที่จะน้อมนำธรรมดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจังมิใช่เพื่อการหลุดพ้นเฉกเช่นอริยสงฆ์ทั้งหลายแต่อย่างน้อยเพื่อลดอัตตาตัวเองลง เพื่อสังคมที่อุดมธรรมซึ่งจะนำความสงบสุขมายังส่วนรวมโดยถ้วนหน้ากัน

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.khroouam.com/story/31.htm

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

หนาวแต่อบอุ่นที่หาดชะอำ

31 Jan

"ชะอำ" เป็นนามของชายหาดขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี
สันนิษฐานกันว่าแต่เดิมชะอำมีชื่อเรียกขานว่า "ชะอาน"
เนื่องจากเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำทัพลงมาทางใต้ ได้แวะพักไพร่พล ช้าง ม้าและชะล้างอานม้าแถบนี้ จึงได้เรียกชื่อว่า "ชะอาน" ต่อมาเพี้ยนเป็น "ชะอำ"

ชะอำในอดีตมีความเจริญด้านการท่องเที่ยวนับแต่มีเส้นทางคมนาคมทางรถไฟเมื่อปี พ.ศ.2549 แต่เดิมเป็นเพียงตำบลในเขตการปกครองของอำเภอนายาง เมื่ออำเภอนายางเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอหนองจอกสมัยสงครามเอเชียบูรพา กระทรวงมหาดไทยได้ย้ายอำเภอหนองจอกมาตั้งที่ตำบลชะอำ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอำเภอชะอำมาถึงปัจจุบัน ทำให้ตำบลชะอำอยู่ในเขตอำเภอชะอำตั้งแต่ปี พ.ศ.2487 เป็นต้นมา ปัจจุบันนี้ตำบลชะอำอยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลตำบลชะอำ

ชะอำเริ่มเป็นที่รู้จักสืบเนื่องมาจากการนิยมมาพักผ่อนที่หัวหินซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อมากในอดีต แต่เมื่อที่ดินแถบชายทะเลที่หัวหินถูกจับจองจนหมด เจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้นจึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนำของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้พบว่าหาดชะอำเป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน "ชะอำ"จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอันดับต้นๆนับแต่นั้นมา


ชะอำในวันนี้เต็มพรึ่บด้วยร่มชายหาด
หาดทรายที่เต็มไปด้วยผู้คนและร่มชายหาด

จวบจนวันนี้ชะอำยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายวัย รถบัสขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยสีสันและลวดลายแปลกตาจอดเรียงกันเป็นทิวแถวแข่งกับแนวสน ร่มชายหาดบานพรึ่บเบียดกันแน่นจนไม่มีที่ว่างให้ผู้คนบนท้องถนนชื่นชมวิวทะเล ยังไม่รวมเก้าอี้ชายหาดอีกนับร้อยนับพันตัวที่นอนรอแขกมาเอนหลังชมวิว ท้องถนนก็เต็มไปด้วยรถราขวักไขว่และจักรยานสามัคคีที่ต้องร่วมใจกันปั่นมีตั้งแต่สองตอนไปจนถึงสี่ตอน จากการสำรวจด้วยสายตากว่าครึ่งของนักท่องเที่ยวที่นี่เป็นเด็กไทยวัยละอ่อนจนถึงวัยรุ่นปลายๆ หาดชะอำมีแต่ความคึกคักจนสายลมหนาวกลายเป็นไออุ่นระอุจากผู้คน


รถวิ่งขวักไขว่บนถนนรวมทั้งจักรยานสามัคคี

ชีวิตริมหาดชะอำ

พวกเราเดินชมชายหาดชะอำครู่หนึ่งก็ต้องโบกมืออำลา ฉันหวนคิดถึงหาดทรายสีทองและท้องทะเลสีครามแห่งผืนน้ำอันดามันที่จากมา ถึงแม้ว่าชายหาดชะอำจะเนื่องแน่นไปด้วยบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการมาหาความสำราญใจ ผ่อนคลายอิริยาบถจนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่าง แต่ถึงกระนั้นชะอำก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสถานที่พักตากอากาศสำหรับชนทุกชั้นทุกเพศทุกวัย เรายังคงเบียดแทรกความแออัดเข้าไปสูดลมทะเลและเดินเล่นบนผืนทรายได้เต็มที่ ต่างกับหาดทรายสวยๆแถบท้องทะเลอันดามันที่นับวันจะหลงเหลือพื้นที่สำหรับคนท้องถิ่นน้อยลงๆ คงมีแต่เพียงอาณาบริเวณส่วนบุคคลหรือเฉพาะแขกโรงแรมเท่านั้นที่จะสามารถชื่นชมทิวทัศน์สวยงามของท้องทะเลไทยได้ บางครั้งหากเราหลงระเริงกับรายได้จากการท่องเที่ยวจนลืมนึกถึงสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ของผู้คนในชุมชนตัวเอง อีกไม่นานเราคงไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้เป็นความภาคภูมิใจและคงไม่เหลือใครที่จะคอยหวงแหนมรดกแห่งแผ่นดินแม่ผืนนี้

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

พายเรือเพลินๆในตลาดน้ำดำเนินสะดวก

30 Jan
ขณะที่พระอาทิตย์กำลังหรี่รังสีแห่งความร้อนในช่วงบ่ายแก่ๆ
ความพลุกพล่านจอแจอันเป็นเอกลักษณ์ของตลาดน้ำดำเนินสะดวกก็ค่อยๆเลือนหายไป
คณะเราเดินทางมาถึงตอนที่ตลาดวายแล้วแต่ยังคงมีแม่ค้าเรือพายแจวเรืออยู่อีกนับสิบกว่าลำ ร้านรวงริมฝั่งน้ำก็ยังคงเปิดอยู่เป็นบางร้าน
ใครจะไปคาดคิดว่าเวลาอย่างนี้กลับกลายเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการสัมผัสชีวิตริมน้ำที่เรียบง่าย เราได้สลับกันแจวเรืออย่างสนุกสนาน
ได้เลือกซื้อผลไม้และเครื่องดื่มชนิดเรือเทียบเรือเหมือนบรรยากาศยามคึกคัก
ของตลาดน้ำดำเนินสะดวก


ลงเรือแจว แล้วล่องคลอง

ชีวิตแบบตลาดน้ำดำเนินสะดวก

คลองดำเนินสะดวกเป็นนามพระราชทานโดยรัชกาลที่ 5 ลำคลองมีความยาว 32
กิโลเมตรขุดขึ้นตามพระราชดำริสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื่องจากทรงเห็นว่าการคมนาคมในท้องถิ่นไม่สะดวก
ไม่มีถนนหนทางเชื่อมต่อกับอำเภออื่นๆ
อีกทั้งชาวบ้านส่วนใหญ่ยังใช้เรือเป็นพาหนะ
จึงทรงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้อำนวยการขุดเมื่อ
พ.ศ. 2409 โดยแรงงานคนใช้มือขุดล้วนๆ ขุดคลองกว้าง 6 วา ลึก 6 ศอก ยาว 840
เส้น นับเป็นคลองที่ตรงและยาวที่สุด ใช้เวลาขุดทั้งสิ้น 2 ปี
คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 1,400 ชั่ง(ค่าเงินในสมัยนั้น)หรือ 112,000 บาท 
เพื่อเชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน
เริ่มตั้งแต่ประตูน้ำบางยาง
แม่น้ำท่าจีน อำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาครถึงประตูน้ำบางนกแขวก
แม่น้ำแม่กลอง อำเภอบางคนที จ.สมุทรสงคราม 
ปัจจุบันคลองได้ขยายกว้างกว่าเดิมเพราะตลิ่งพัง ทำให้มีความกว้างถึง 24
เมตร
บางแห่งกว้างถึง 40 เมตรเลยทีเดียว


บ้านเรือนริมคลอง

จากเส้นทางคมนาคมทางน้ำสู่ตลาดน้ำชื่อกระฉ่อนขจรไกล กลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจหลักของชุมชนริมฝั่งคลอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวใน
จ.ราชบุรีที่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวต่างชาติเพราะได้สัมผัสกับชีวิตวิถีไทยและบรรยากาศบ้านเรือน เรือกสวนริมฝั่ง
บางครั้งความเรียบง่ายก็มีเสน่ห์แฝงเร้นให้ค้นหา
ผู้คนจากแดนศิวิไลซ์ต่างหลั่งไหลกันมาเที่ยวชม
ยิ่งได้เห็นเรือพายเรือแจวเบียดเสียดกันแน่นเต็มลำคลองยิ่งตื่นตาตื่นใจกับความแปลกตาแถมทุกลำยังแจกยิ้มหวานหยดตามแบบฉบับสยามเมืองยิ้มทักทายลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ สินค้าที่นำมาเร่ขายก็ยังมีราคาล่อใจ
พืชผลเกษตรสดจากสวนลงเรือพายมาเร่ขายอยู่ตรงหน้า
หรือสนใจจะเลือกซื้อเลือกหาหัตถกรรมนานาชนิด ของที่ระลึกและอีกนานาสารพัน
ทำเอาเงินสะพัดทั่วท้องน้ำดำเนินสะดวก



ร้านลอยน้ำ
ร้านริมน้ำ

ชาวน้ำเค็มอย่างคณะเราไม่ได้สัมผัสบรรยากาศจอแจเช่นนั้น แต่ความสงบ ณ
ท้องน้ำดำเนินสะดวกเวลานี้ทำเอาพวกเราหลงเสน่ห์วิถีชีวิตริมน้ำของชาวภาคกลางเข้าอย่างจัง ชีวิตลูกน้ำเค็มโลดโผนไปตามตามคลื่นลม
แต่ชีวิตที่นี่เรียบง่ายเหมือนสายน้ำอ่อยเอื่อย
เสียงไม้พายจ้วงลงไปในน้ำช่างเป็นเสียงที่สงบเย็น
เวลาเหมือนกับจะค่อยๆเคลื่อนตัวไปอย่างเนิบนาบ
ฉันอยากให้เวลาลืมทำงานสักชั่วคราว
จะได้เก็บเกี่ยวนาทีแห่งความสุขนี้ให้เต็มปริ่มในความทรงจำ

สายลมเย็นๆพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบาช่วยซับเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ผุดพราวอยู่บนใบ
หน้าทุกคนบนเรือแต่ไม่มีใครเหนื่อยอ่อนโรยแรง ยายลุ้ยหญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าแต่กำลังวังชาเหมือนสาวๆที่กำลังรับภาระพาพวกเราทั้งคณะล่องลำน้ำคลองลัดพลี ค่อยๆแจวเรือไปอย่างช้าๆ
ยิ่งช่วยสร้างภวังค์แห่งความสุขสงบ
ฉันกำลังดื่มด่ำอยู่กับชีวิตริมฝั่งน้ำที่แสนจะเรียบง่ายและใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในขณะที่ตัวเองค่อยๆเคลื่อนผ่านบ้านสวนทีละหลังๆ
ต้นชมพู่แม่ลูกดกริมฝั่งต้นหนึ่งปล่อยให้ลูกเล็กๆของเธอหล่นเกลื่อนกลาดอยู่ไม่ไกลต้น
คุณแม่ส้มโอยังคงหวงลูกอยู่ไม่น้อยเลยไม่ยอมปล่อยให้ลูกหลุดจากอ้อมแขน
บางบ้านก็จอดเรือไว้ในลำประโดงของตัว
(ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ลำประโดง หมายถึง
ลำน้ำขนาดเล็กที่ขุดจากลำน้ำขนาดใหญ่เพื่อชักน้ำเข้านาเข้าสวน
บางที่ก็เรียกว่า ลำกระโดง) หากเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกลำประโดงก็คือซอยนั่นเอง

ชีวิตบ้านสวนริมคลอง

ป้าเกียดซึ่งนั่งถัดจากยายลุ้ยส่งเสียงเรียกหาฝีพายมือใหม่เมื่อเจอไม้พายอีก
อัน "ใครอยากลองพายเรือบ้าง" ลุงชาติสวนตอบทันควัน "ส่งมาเล้ย
ยายหมดแรงก่อนเข้าฝั่งแน่ พวกเรารวมกันเกินสามร้อยโลซะอีก"
ทันใดนั้นเราทุกคนก็รู้สึกได้เลยว่าเรือไปเร็วขึ้นอย่างกับติดเครื่องยนต์
ฝีพายมือใหม่แสดงขุมกำลังออกมาอย่างเต็มที่
ยายลุ้ยยิ้มกว้างส่งเสียงแซวพร้อมเสียงหัวเราะ "สบายแรงไปเยอะ ฮ่าๆๆ"
หลังจากนั้นลุงชาติก็ส่งไม้พายต่อให้กับหนูแบล
แล้วเรือก็เปลี่ยนเป็นดำเนินไปในจังหวะวอลทซ์เช่นเดิม
แบลพายเรือเก้ๆกังๆช่วงแรกก่อนที่จะเริ่มชินมือในขณะที่แบมใช้ช้อนพลาสติก
ที่ตักมะพร้าวน้ำหอมเมื่อครู่วักน้ำ
ก่อนที่จะยิ้มแฉ่งหลังจากได้รับไม้เป็นรายต่อมา ฉันได้ทีแซว
"จะได้เลิกมือไม่พาย เอาช้อนราน้ำซักที"
หลังจากนั้นฉันเป็นรายต่อไปที่ได้รับไม้พาย ได้เวลาสนุกแล้วสิ
ฉันคิดในใจพร้อมลงมือพายแต่แล้วก็พบว่าตัวเองก็ไม่แตกต่างจากสองสาว
พายยังไงๆก็ไม่ได้ช่วยผ่อนแรงยายลุ้ย
เลียนแบบได้แต่กระบวนท่าแต่ไร้กำลังภายใน (ว่าเข้านั่น)
ในขณะที่ยายลุ้ยคงคิดในใจว่าเราจะถึงฝั่งไหมหว่า


ลีลาพายเรือ

สุดท้ายคนที่แอบนั่งเงียบอยู่นานก็ส่งเสียงขอไม้พายขึ้นมาบ้าง
หลังจากได้ไม้พายแล้วหนุ่มลูกน้ำเค็มก็เหมาพายเป็นลูกคู่กับยายลุ้ยสองคน
พร้อมกับคำเฉลยหลังขึ้นบกว่ากลัวยายเหนื่อยเกินไป
พวกเราได้ขึ้นบกครู่หนึ่งเพื่อแวะชมเตาตาลซึ่งใช้เคี่ยวน้ำตาล ตัวเตาก่อขึ้นจากอิฐทนไฟตามภูมิปัญญาชาวบ้าน หากส่วนผสมอิฐดีเตาตาลเตานั้นจะมีอายุการใช้งานนานถึง 20 ปีเลยทีเดียว เราเดินชมเตาตาลและผลิตภัณฑ์ต่างๆท่ามกลางกลิ่นน้ำตาลเคี่ยวที่หอมฟุ้งทั่วคุ้งน้ำ


สวนน้ำตาลบังและ

เวลาแห่งความสุขมักโบยบินไปอย่างรวดเร็วแต่ถึงอย่างนั้นความทรงจำมักจะยาวนาน เป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่มนุษย์สามารถสร้างกลไกแบบนี้ได้ ฉันมีความทรงจำที่ดีมากมายในทุกสถานที่ที่เคยไป เพราะทุกที่ฉันได้เดินทางไปพร้อมกับคนที่ฉันรักและพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์นั้นให้กับผู้คนที่ฉันรักที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยและคนอื่นๆอีกมากมาย เราบอกลาสายน้ำแห่งดำเนินสะดวก โบกมือลายายลุ้ยพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข และสุดท้ายเราต่างก็ร่ำลาลุงชาติและป้าเกียดผู้อารีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนที่ทั้งสองคนจะมุ่งหน้ากลับกรุงเทพและคณะเราจะเดินทางต่อไปยังเพชรบุรี


ภาพความประทับใจที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก


เชิญมาเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกกันนะคะ

สำหรับผู้ที่สนใจนำเนื้อหาหรือข้อมูลส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้
กรุณาอ้างอิง http://bambelle.spaces.live.com/blog/cns!7360AA15C5199E23!2049.entry ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ

กรีฑาภูเก็ตซิว 4 เหรียญจากเมืองช้างเกมส์

30 Jan
ทีมกรีฑาภูเก็ตส่งทีมกรีฑาเยาวชนชุดใหญ่เข้าร่วมแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 31 "เมืองช้างเกมส์" ณ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 21-29 มกราคม 2553 โดยทัพนักกรีฑาสามารถซิว 4 เหรียญกลับบ้านดังรายละเอียดต่อไปนี้

เหรียญรางวัล รายการ ชื่อ สกุล สถิติ  
ทอง กระโดดสูง จันจิรา พุทธศรี 1.69 เมตร
เงิน วิ่ง 400 ม. เอกชัย ทองขจร 49.00 วินาที
เงิน วิ่ง 200ม. เอกชัย ทองขจร 22.09 วินาที
ทองแดง ขว้างค้อน ณัฐพล ทองสีสุข 47.78 เมตร

ประเดิมการแข่งขันกรีฑาในวันแรก (25 มค.) ด้วยเหรียญแรกจากไอ้หนูพลังช้าง ณัฐพล ทองสีสุข ซึ่งคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันขว้างค้อนชายด้วยสถิติ 47.78 เมตร ตามมาด้วยเหรียญเงินจากลมกรดผิวหมึก เอกชัย ทองขจรในการแข่งขันวิ่ง 400 เมตรชายด้วยสถิติ  49.00 วินาทีและอีก 1 เหรียญเงินจากการแข่งขันวิ่ง 200 เมตร ชายซึ่งเอกชัย ทองขจร จากเขต 8 ภูเก็ตไล่บี้กันมากับณัฐพงศ์ มณีโชติ เขต 9 สงขลาซึ่งเฉือนเอาชนะกันด้วยการตัดสินจากภาพไปด้วยเวลา 22.08 วินาที ชนะไปเพียง0.01 วินาทีท่ามกลางเสียงเชียร์ลั่นขอบสนาม  ปิดท้ายด้วยเหรียญทองจากกระโดดสูงหญิงในวันสุดท้ายของการแข่งขัน (28 มค.) ด้วยสถิติ 1.69 เมตรโดยจันจิรา พุทธศรี กรีฑาสาวดาวรุ่งอนาคตไกล รูปร่างสูงยาวเข่าดีจากเขต 8 ภูเก็ตซึ่งยังคงมีผลงานดีต่อเนื่องด้วยการเอาชนะอาภาพร กันธิ จากเขต5เชียงราย ซึ่งกระโดดได้ 1.66 เมตรและพรวิภา โชติ จากเขต3 อุบลราชธานี ซึ่งทำได้เพียง 1.60 เมตร

ถึงแม้ทีมกรีฑาภูเก็ตจะเป็นเพียงทีมเล็กๆซึ่งไม่เคยมีชื่อติดโผเข้ารอบชิงชนะเลิศในรายการแข่งขันทั้งระดับภาคและระดับประเทศมาก่อน แต่ภายหลังจากที่ได้รับการควบคุมทีมโดยนายอำนวย บุญตา และนายประสงค์ อิ่นคำอดีตนักกรีฑาทีมชาติไทยทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทีมกรีฑาภูเก็ตสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศได้หลายรายการ จุดกระแสให้เยาวชนภูเก็ตหันมามีความกระตือรือร้นในการฝึกซ้อมกรีฑาเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองมากขึ้น เตรียมตัวรอลุ้นและเป็นกำลังใจให้กับทัพนักกรีฑาภูเก็ตที่จะเข้าร่วมแข่งขันในสนามระดับประเทศรายการต่อไป ในกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 26 "มะขามหวานเกมส์" ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ในระหว่างวันที่ 21-29 มีนาคม ที่จะถึงนี้

ชมโบสถ์ฝรั่งที่บางนกแขวก

28 Jan
โบสถ์ฝรั่งรูปทรงศิลปะแบบโกธิคของฝรั่งเศสตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ในตำบลบางนกแขวก จ.สมุทรสงคราม อายุอานามกว่า160ปี (สร้างขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2390) เป็นที่เลื่องลือว่าโบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย ฉันกำลังพูดถึง อาสนวิหารพระแม่บังเกิด (The Church of the Holy Virgin Mary) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า โบสถ์ฝรั่ง หรือ โบสถ์บางนกแขวก ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสตศาสนิกชนนิกายคาทอลิก


อาสนวิหารพระแม่บังเกิด

ตัววิหารก่ออิฐฉาบปูนน้ำอ้อย เป็นปูนตำผสมน้ำเชื่อมจากอ้อยใสสีดำตามกรรมวิธีการก่อสร้างในสมัยนั้น เพียงแค่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของตัวอาคารก็รู้สึกได้ถึงความสงบเย็น เมื่อก้าวเข้าไปภายใน เราทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับความงดงามอลังการของวิหารแห่งนี้ ช่องแสงทุกบานกรุด้วยงานกระจกสี(สเตนกลาส/ Stained Glass)จากฝรั่งเศสซึ่งมีลวดลายวิจิตรบรรจงรวมทั้งภาพประติมากรรมนูนต่ำและรูปปั้นนักบุญต่างๆบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระนางมารีพรหมจารีย์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระนางมารีทรงเป็นสตรีชาวยิวในสมัยศตวรรษที่1และทรงเป็นพระมารดาของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงดำเนินชีวิตด้วยคำแนะนำจากพระผู้เป็นเจ้าและทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์


ภายในวิหารได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา


งานกระจกสี (Stained Glass) ตรงช่องแสงของวิหาร

สถานที่สักดิ์สิทธิ์ใดๆในโลกล้วนแล้วแต่ให้ความสุขสงบทางใจเฉกเช่นเดียวกัน ศาสนสถานต่างๆทั่วโลกเป็นเครื่องบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่ามนุษย์ดำรงชีพอยู่ด้วยศรัทธามาทุกยุคทุกสมัย แต่นอกเหนือจากพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ในการสร้างศาสนสถานให้วิจิตรงดงาม คือ การสร้างจิตใจให้งดงาม ดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดี พวกเราทั้งหลายพึงสังวรณ์ว่า พลังศรัทธาในการสร้างศาสนสถานที่งดงามข้ามกาลเวลา เป็นตัวแทนของพลังแห่งความดีที่จะโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงชั่วนิรันดร

หน้างอคอหัก…เอกลักษณ์ปลาทูนึ่งแม่กลอง

27 Jan
ด้วยเหตุที่แฝด BB กับทีมกรีฑาภูเก็ตเข้าร่วมแข่งขันกรีฑาดาวรุ่งมุ่งยูธโอลิมปิคและนานาชาติ ประจำปี 2553 ทำให้พวกเราได้กลับมาเยือนเมืองแม่กลองอีกครั้งหนึ่ง ฉันฝันถึงเนื้อปลาทูหวานมันที่แสนจะนุ่มลิ้น ลุงชาติกับป้าเกียดช่างรู้ใจพาพวกเราไปเยือนร้านไสวกันอีกครั้ง ปลาทูหน้านี้จะมีความมันเป็นพิเศษและเนื้อนุ่มแน่น ฉันโปรดปรานปลาทูต้มมะดันเป็นที่สุด เพราะเมนูนี้ทำให้ฉันได้ลิ้มรสเนื้อปลาทูที่หวานมันและได้น้ำซุปรสเปรี้ยวที่ช่วยให้โล่งลื่นคอไม่มีคำว่าเลี่ยน อีกจานที่รสชาติไม่เป็นรองใคร คือ ฉู่ฉี่ปลาทู ที่เผ็ดร้อนด้วยเครื่องแกงซึ่งเคี่ยวจนได้ที่ หอมกลิ่นมะกรูดซอยซ่านจมูกก่อนจะได้บดเคี้ยวเนื้อปลาทูที่อวบอิ่มตึงแน่นถูกใจทุกคนบนโต๊ะ นอกจากนั้นลุงชาติยังสั่งปลาทูผัดฉ่า ปูหลนที่ใช้ปูดำตัวใหญ่ซึ่งเนื้อสุดแสนจะแน่นเปรี๊ยะ หวานมันจริงๆ ตามด้วยกุ้งมะขามและปลาทูแดดเดียวซึ่งเป็นอภินันทนาการจากทางร้านสำหรับลูกค้าขาประจำอย่างลุงชาติกับป้าเกียด


ลุงชาติชวนชิมที่ร้านไสว

ลองย้อนกลับไปอ่านบันทึกเรื่อง อิ่มหนำสำราญใจที่ร้าน "ไสว" สมุทรสงคราม เพื่อชมภาพประกอบและสถานที่ตั้งร้าน ครั้งนี้ฉันอยากนำความรู้เรื่องปลาทูแม่กลองมาเล่าสู่กันฟัง ทำอย่างไรได้ก็สาวอันดามันหลงรักปลาทูแม่กลองหัวปักหัวปำแล้วนี่ ฉันรับรองว่าถ้าคุณได้ลิ้มลองเพียงครั้งเดียวคุณจะหลงเสน่ห์ปลาทูตัวจ้อยอย่างแน่นอน (ไม่เชื่อถามแมวดูสิ)

เมื่อวันที่ 10-20 ธันวาคม 2552 จ.สมุทรสงครามจัดงานเทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ครั้งที่ 12 ขึ้นที่หน้าศาลากลาง จ.สมุทรสงครามแต่คณะของเราเดินทางมาถึงสมุทรสงครามกลางเดือนมกราคม เป็นอันว่าพลาดงานใหญ่ไปอย่างน่าเสียดายแต่ถึงอย่างไรก็ไม่พลาดโอกาสลิ้มรสเนื้อปลาทูสาวที่แสนจะอวบอิ่มเต่งตึง จากปลาทูบนจานย้อนกลับไปตามสายธารที่อยู่ของมัน ฝูงปลาทูจะเดินทางรอนแรมไปวางไข่ในช่วงเดือนมกราคมที่ทะเลภาคใต้ตั้งแต่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ไปจนถึงทางตะวันออกของเกาะพงัน เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ลูกปลาที่ออกจากไข่จะว่ายเข้าหาฝั่งในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แล้วอพยพเข้ามายังฝั่งอ่าวไทยตอนในในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงมิถุนายนเมื่อมีขนาดโตขึ้นจนเป็น"ปลาทูสาว" ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะมาโตเต็มวัยที่ปากอ่าวแม่กลองซึ่งเป็นบริเวณที่มีตะกอนดินอุดมสมบูรณ์ ปลาทูแม่กลองจึงมีเนื้อนุ่มละเอียด หวานมัน รสชาติอร่อยกว่าที่อื่นๆ


(ขอบคุณภาพประกอบจาก แม่กลองดีดอทคอม)

ปลาทูเป็นสินค้าพื้นเมืองขึ้นชื่อของสมุทรสงคราม ตัวใหญ่ เนื้อนุ่มมัน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีให้เลือกทั้งปลาทูสดและปลาทูนึ่ง เอกลักษณ์ของปลาทูนึ่งแม่กลองต้อง "หน้างอคอหัก" ด้วยเหตุที่ปลาทูตัวใหญ่เมื่อจัดวางเรียงในเข่งจะต้องหักหัวพับให้งอลงอย่างมีศิลปะทำให้ปลาทูอ้วนสั้นนอนอัดกันในเข่งเป็นคู่ๆ ปลาทูที่อร่อยที่สุด คือ ปลาทูโป๊ะหรือปลาทูที่จับโดยใช้โป๊ะ "โป๊ะ" เป็นเครื่องมือประมงชนิดหนึ่งและเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม อุปนิสัยของปลา การขึ้นลงของดวงจันทร์และข้างขึ้นข้างแรม เพราะวิธีการจับปราศจากความรุนแรง เนื้อปลาจะไม่ช้ำ ท้องไม่แตก นอกจากนี้ยังมีวิธีการจับปลาทูอีกสองวิธี คือ ใช้อวนดำหรืออวนติดและอวนลาก ซึ่งความอร่อยของเนื้อปลาจะลดหลั่นกันไป


"หน้างอคอหัก" เอกลักษณ์ปลาทูนึ่งแม่กลอง
(ขอบคุณภาพประกอบจาก แม่กลองดีดอทคอม)

หากอยากเลือกซื้อปลาทูนึ่ง ให้เลือกปลาที่มีกลิ่นหอม แสดงว่าเป็นปลาทูที่ต้มสุกใหม่ ตัวอวบอ้วน เนื้อแน่น นุ่มแต่ไม่เละ ท้องและหนังปลาไม่ถลอกแต่หากอยากแสดงฝีมือปรุงปลาทูสดเอง ให้เลือกปลาทูที่ลูกตานูน ตาดำสีสดใส ส่วนหลังมีสีเขียวเป็นพื้น ส่วนท้องมีสีขาวเงิน หางปลามีสีเหลือง ลำตัวมีเมือกลื่นๆอยู่ทั่ว เหงือกสีแดงอมชมพู ไม่มีกลิ่น เนื้อแน่น เมื่อใช้นิ้วกดที่กลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้วออกรอยยุบจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ประมาณเนื้อเต่งตึงเด้งได้

เมนูปลาทูก็มีมากมายสารพัน อาทิ ปลาทูต้มมะดัน ฉู่ฉี่ปลาทู ปลาทูต้มหวาน ปลาทูต้มส้ม แกงส้มปลาทู ห่อหมกปลาทู เมี่ยงปลาทู ยำปลาทู ปลาทูราดพริก ปลาทูแดดเดียว ปลาทูผัดฉ่า ปลาทูย่างกับสะเดาน้ำปลาหวาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อครัวแม่ครัวที่จะงัดกลเม็ดสูตรเด็ดต่างๆมาสร้างสรรค์เมนูปลาทูขึ้นโต๊ะอาหารอวดเสน่ห์ปลายจวักของตัวเอง สำหรับฉัน ณ ตอนนี้ ขอวางทั้งจวักและทัพพีใช้ช้อนจัดการเนื้อปลาทูสาวอวบอิ่มที่นอนรออยู่ในจานลงท้องก่อนล่ะ อ้าว! เผลอแผล็บเดียวปลาทูเกลี้ยงโต๊ะไปแล้วหรือนี่ ทำเอาฉันหน้างอคอ(ไม่)หักเหมือนเอกลักษณ์ปลาทูนึ่งแม่กลอง

ภูเก็ตคว้า 5 เหรียญจากกรีฑาดาวรุ่งมุ่งยูธโอลิมปิค 2553

26 Jan
กรีฑาดาวรุ่งมุ่งยูธโอลิมปิค ประจำปี 2553 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยในปีนี้เลือกใช้สนามมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเป็นสถานที่จัดการแข่งขัน ตั้งแต่วันที่ 19-21 มกราคม โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมทั้งสิ้น 2,248 คน จากโรงเรียน 177 แห่งทั่วประเทศ ทีมกรีฑาภูเก็ตส่งนักกรีฑาเข้าร่วมแข่งขัน 40 คน เพื่อหาประสบการณ์ในการแข่งขันระดับประเทศและเพื่อทดสอบเวลาของนักกรีฑาที่จะเข้าชิงชัยในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 26 ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

ผลการแข่งขันปรากฎว่าทีมกรีฑาภูเก็ตทำได้ 4 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เหรียญรางวัล รายการ ชื่อ สกุล สถิติ  
เงิน กระโดดสูง ประเสริฐ เดชแก้ว 1.93 เมตร
เงิน เขย่งก้าวกระโดด ธนภรณ์ จันทร์อ่อน 11.65 เมตร
เงิน วิ่ง 4×100 เมตร สิทธิเดช อนันทบาล 44.26 วินาที
สิรภพ บัวจันทร์ 44.26 วินาที
ชวัลวิทย์ คุ้มแคว้น 44.26 วินาที
กฤษณะ เลิศฤทธิ์วิมานแมน 44.26 วินาที
เงิน วิ่ง 600 เมตร ธนัชญา อุปัติศฤงค์ 1.39.23 นาที
ทองแดง วิ่ง 600 เมตร ธัญนุช อุปัติศฤงค์ 1.42.55 นาที

ผลการแข่งขันกรีฑาดาวรุ่งทั้งหมด คลิ้กที่นี่


ประเสริฐ เดชแก้ว

ธนภรณ์ จันทร์อ่อน

ทีมวิ่งผลัด 4×100 เมตรชาย

ธัญนุช- ธนัชญา อุปัติศฤงค์

Phuket Athletics Club Grabbed 5 Medals from Youth Athletics to Youth Olympic Games 2010

Youth Athletics to Youth Olympic Games 2010 held by the Athletics Association of Thailand chose Phetchaburi Rajabhat University stadium as a competition venue from 19-21 January, 2010 comprised of 2,248 athletes from 177 schools nationwide. 40 athletes from Phuket Athletics Club participated in this event to experience a national competition and to test competitive time for the 26th National youth Games at Phetchabun province coming in March.

Phuket Athletics Club grabbed 4 silver and 1 bronze medals. Results are as follows:
Medal Events Name Surname Records  
Silver High Jump Prasert Detchkaew 1.93 m.
Silver Triple Jump Thanaporn Jan-orn 11.65 m.
Silver 4×100 Relay Sitthidetch Anuntabarn 44.26 sec.
Sirapop Buachan 44.26 sec.
Chawalwait Koomkwan 44.26 sec.
Krisana Lertritwimarnman 44.26 sec.
Silver 600M Tanashaya Upatising 1.39.23 min.
Bronze 600M Tanyanuch Upatising 1.42.55 min.
Results of the Youth Athletics to Youth Olympic Games 2010 (Click here)