ขี่ม้าเลาะทิวสนที่หาดชะอำ

27 Feb

เบื้องหน้าวัดเนรัญชราราม คือ ชายหาดชะอำที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ต้นสนขึ้นเรียงรายเป็นทิวแถว สายลมเอื่อยๆพัดมาเป็นระยะ เรามองดูลำต้นใหญ่มั่นคงของต้นสนที่ยืนต้นทักทายกับสายลมแผ่วๆที่พัดผ่านมาทักทาย กิ่งสนโอนเอนไปตามแรงลมอย่างไม่ถือสากับการหยอกเย้าของสายลมที่บางครั้งก็อหังการ์พัดกระหน่ำแถมชักชวนฟ้าฝนให้โกรธขึ้งบึ้งตึงตามไปด้วย ไม่ว่าในยามที่ฝนฟ้าคะนองหรือสายลมพัดกระหน่ำ ต้นสนเหล่านี้ยังคงหยัดยืนอยู่อย่างมั่นคง มีเพียงกิ่งใบที่ไหวเอนลู่ไปตามแรงลม ชีวิตคนเราก็เฉกเช่นเดียวกัน หากรู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนกับพายุแห่งชีวิตเราก็จะสามารถก้าวข้ามวิกฤตไปได้



ฉันกำลังเพลินกับการชมสนลู่ลมจนกระทั่งเสียงของสองสาวปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ลูกลิงแสนซนของฉันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่เห็นม้าคู่หนึ่งยืนกินหญ้าอยู่ใต้ร่มเงาสน หนุ่มน้อย 2 คนผิวคล้ำแดดยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ รอแขกเรียกใช้บริการ พวกเราจึงมุ่งตรงไปยังม้าคู่นั้น 


"โพธิ์น้อย"เป็นชื่อเรียกของม้าลูกผสมไทย-เทศ สีน้ำตาลเกือบดำเป็นมันขลับ มีแต้มสีขาวอยู่กลางหน้าผาก รูปร่างดีสมกับเป็นม้าลูกผสม พ่อม้าวัยละอ่อนยิ้มกว้างโชว์ฟันหมดทั้งแผง

ส่วนแบมเลือก "สังข์ทอง" ม้าหนุ่มใหญ่สายเลือดไทยแท้ รูปร่างเล็กกว่า"โพธิ์น้อย" ขนสีน้ำตาลแต้มขาวหางเป็นสีขาวเห็นแล้วชวนนึกถึงคันชักไวโอลิน

สองสาวน้อยทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับเพื่อนใหม่สี่ขาก่อนจะขึ้นขี่ จากนั้นก็ก้าวไปยืนอยู่ข้างๆไหล่ม้า ใช้มือซ้ายถือสายบังเหียนแล้ววางมือบนแผงหลังคอม้า ก่อนที่จะสอดเท้าซ้ายเข้าไปในโกลนแล้วเอื้อมมือขวาออกไปให้สุดเพื่อจับขอบอานม้าแล้วยกขาขวากวาดข้ามหลังม้าขึ้นไปนั่งในจุดที่กระชับกับอานที่สุด สองสาวนั่งหลังตรง ชูศีรษะตั้งตรง ตามองไปข้างหน้า มือทั้งสองข้างกุมสายบังเหียนหนีบไว้ติดกับลำตัวเหนือแผงคอม้า

แบลดึงสายบังเหียนจนตึงครู่หนึ่งจึงผ่อนแล้วโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพร้อมกับหนีบขาทั้งสองข้างลงไปที่ลำตัวม้าเพื่อสั่งให้ม้าออกเดินไปข้างหน้าแบลขี่ม้าออกนำ แบมตามหลัง ทั้งสองสาวค่อยๆเลาะทิวสนหลบแดดจ้ายามสายริมชายหาดชะอำอันเงียบสงบโดยมีเด็กจูงม้ายืนสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆฉันเห็นสองสาวดึงสายบังเหียนด้านขวา ผ่อนสายด้านซ้ายลงและใช้เท้าซ้ายหนีบลงไปที่ลำตัวม้า เพื่อนสี่ขารับคำสั่งเลี้ยวขวาตามใจผู้กุมบังเหียนอย่างว่าง่าย รอยเท้าเล็กๆค่อยๆผุดพรายอยู่บนผืนทรายเป็นแนวขนานไปกับทิวสน เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดพรายอยู่บนใบหน้าสองสาวฝาแฝดหากแต่แววตาของพวกเธอช่างสดใสและตื่นเต้น รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา

ทันใดนั้นอาชาที่เคยดูนอบน้อมกลับส่งเสียงร้องทำลายความเงียบสงบไปจนสิ้น ฉันตกใจหน้าถอดสีพอๆกับคนบนหลังม้า เด็กหนุ่มสองคนขยับตัวเข้าประชิดม้าและบอกให้พวกเราเข้าใจว่านั่นคือเสียงทักทายม้าอีกตัว ชั่วอึดใจอาชาสายพันธุ์เทศเต็มตัว รูปร่างสูงใหญ่ สง่างามก็ควบเท้ามาจากหาดทรายอีกฝั่งหนึ่งจนฝุ่นทรายฟุ้งตลบ ก่อนที่จะมายกขาหน้าขึ้นสูงทั้งสองข้างแล้วหยุดยืนอย่างสง่างามตรงหน้าพวกเรา น่าเสียดายจังที่ฉันมัวแต่ตกอกตกใจจนลืมเก็บภาพเหล่านั้นเอาไว้

เราพูดคุยกันอยู่พักใหญ่เกี่ยวกับม้าและหนุ่มน้อยจูงม้าที่มาหารายได้พิเศษในวันหยุดเรียน ก่อนจะกล่าวคำอำลาเพื่อนใหม่ทั้งคนทั้งม้าและโบกมือลาทิวสนที่กำลังโบกกิ่งไหวเอนแทนคำกล่าวลาผู้มาเยือน

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: