Archive | March, 2010

ครัวคุณย่า…หาดเจ้าสำราญ ทุกจาน…อร่อยเด็ด

9 Mar

มุมถ่ายภาพที่ระลึก

บรรยากาศวันแรกของสัปดาห์หลังจากที่ผู้คนใช้เวลาสนุกสนานสำราญใจหมดไปกับวันหยุดจะดูเงียบเหงาไปแทบทุกที่ เด็กนักเรียนต่างก็กำลังเรียนหนังสือ พวกเรากำลังใช้เวลาว่างก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้นให้หมดไปกับการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในเพชรบุรี เก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆเอามาเขียนบันทึกการเดินทาง หลังจากหัวใจเบิกบานกับความงามที่สงบเงียบของหาดเจ้าสำราญแล้ว ท้องไส้ก็เริ่มส่งเสียงประท้วงอยากจะเบิกบานเหมือนอย่างหัวใจบ้าง เราจึงตรงมายังหาดเจ้าสำราญ บีช รีสอร์ท โรงแรมริมหาดที่มีทรายขาวละเอียดปูเป็นพรมธรรมชาติทอดนำเราไปสู่อ้อมกอดทะลสีคราม

ครัวคุณย่า ร้านอาหารของโรงแรมเป็นหนึ่งในร้านอาหารขึ้นชื่อของหาดเจ้าสำราญ วันนี้เราเป็นลูกค้ารายแรกที่มาเยือนในมื้อกลางวัน โต๊ะอาหารหลายสิบโต๊ะเต็มแน่นในช่วงสุดสัปดาห์ วันนี้ถือว่าเป็นโชคดีของเราอีกครั้งหนึ่งที่ได้ทานมื้อกลางวันใต้ร่มเงาระแนงไม้ไผ่พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศหาดทรายอันเงียบสงบและรับลมทะเลราวกับเป็นโลกส่วนตัว





บรรยากาศโล่งโปร่งสบายที่ร้านครัวคุณย่า

สักครู่หนึ่งเมนูอาหารที่สั่งก็ทยอยเรียงแถวออกมาจากห้องครัว หนูแบมจัดแจงตักแบ่งต้มยำทะเลรวมมิตรให้กับทุกคน ปลากระพงขาวเนื้อนุ่มนอนอุ่นอยู่ในปากพอดีคำ ตามมาด้วยกุ้งสดหวานและปลาหมึกเนื้อแน่น ก่อนที่น้ำต้มยำรสจัดจ้านหอมกลิ่นน้ำพริกเผาจะกวาดเนื้อสดๆของสามสหายให้ลื่นไหลลงท้อง

ฉันเปิดฝาเมนูโปรดของสองสาว "กุ้งอบวุ้นเส้น" กลิ่นขิงและพริกไทยหอมลอยออกมาพร้อมกับควันร้อนฉุย กุ้งทะเลสีส้มสดนอนอวดตัวเบียดกันอยู่ในหม้อเหล็ก วุ้นเส้นใสเคลือบสีชาของซีอิ๊วนอนเส้นอ่อนระทวยรองอยู่ที่ก้นหม้อ ชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มเราไม่รอช้ารูดเส้นนิ่มๆเข้าปากคำโต แล้วฉันจะนั่งมองอยู่ไย รีบแกะเนื้อกุ้งสีขาวลิ้มรสความสดหวานเคล้ากับความนุ่มลิ้นของวุ้นเส้นรสกลมกล่อม อร่อยหอมเครื่องเทศกรุ่นในลำคอ


ต้มยำรวมมิตรทะเลและกุ้งอบวุ้นเส้น

ยำยอดหญ้าและหมึกราชนาวี

ปลากระพงเจ้าสำราญ

จานถัดมา คือ ยำยอดหญ้า ที่ชวนให้สงสัยว่าจะเอายอดหญ้าอะไรมายำ เมื่อมาอวดโฉมบนโต๊ะอาหารเลยถึงบางอ้อว่าแม่ครัวใช้ใบคะน้ามาหั่นฝอยทอดให้กรอบ แล้วหยิบเนื้อกุ้งและปลาหมึกมาคลุกเคล้ากับน้ำยำ ผสมโรงด้วยเห็ดหูหนูขาว หอมซอย หอมใหญ่ ต้นหอมและขึ้นฉ่าย พืชผักสมุนไพรที่กรุบกรอบและหอมแรง รสน้ำยำจัดถึงใจบวกกับความกรุบกรอบของยอดหญ้าจำแลงและกลิ่นหอมแรงของเครื่องเคียงแล้ว ถือได้ว่าสอบผ่าน

อีกหนึ่งเมนูเด็ดของที่นี่ คือ หมึกราชนาวี เป็นเมนูปลาหมึกสดเนื้อสีขาวราวกับสวมชุดทหารเรือนอนคลุกเคล้าเครื่องเคียงอย่างพริกหวานสีเหลืองแซมด้วยสีเขียวของต้นหอม ผัดให้เข้ากันด้วยซอสมะเขือเทศ หมึกราชนาวีจานนี้จึงมีรสเปรี้ยวหวานนำ เป็นจานที่ช่วยคลายความจัดจ้านของยำยอดหญ้าลงได้อย่างมาก

ปิดท้ายรายการด้วยพระเอกของร้าน "ปลากระพงเจ้าสำราญ" ที่เต็มไปด้วยมิตรสหายมาร่วมขบวนการสร้างความสำราญอร่อยลิ้น อาทิ บ๊วยแดงเชื่อม พุทราจีนเชื่อม สับปะรด แครอท พริกไทยอ่อน พริกหยวกสีเขียว พริกทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หลากสีสันหลากรสชาติหลากอารมณ์สรวลเสเฮฮาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อปลากระพงทอดกรอบด้วยรสมือสูตรเด็ดจากครัวคุณย่า



อิ่มอร่อยกับเมนูที่สั่งจนเกลี้ยงจานแล้ว เราก็พากันเดินทอดน่องกินลมชมวิวทะเลละแวกนั้น แดดยามเที่ยงวันคล้อยบ่ายช่างจัดจ้าแต่ลมทะเลก็ยังขยันพัดมาหยอกเย้าทักทายเราอยู่ตลอด ฉันมองดูเจ้าลิงแสนซนทั้งคู่พากันวิ่งไล่และถลาไปหาเครื่องเล่นราวกับเด็กเล็ก ภาพวันวานที่ทั้งสองยังเดินเตาะแตะมีอาม่ายืนยิ้มลุ้นให้สองหนูน้อยเดินไปให้ถึงเครื่องเล่นฉายวาบมาซ้อนทับกับภาพในปัจจุบัน ถึงแม้วันนี้อาม่าจะไม่ได้มาร่วมเชียร์หลานสาวถึงขอบสนาม แต่ฉันก็รู้ดีว่าสายตาที่อาม่าส่งมาให้พวกเราตอนไปกราบเท้าที่เตียงก่อนเดินทางนั้นเต็มไปด้วยกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยมและความเมตตาอย่างเหลือล้น ฉันขอฝากสายลมแห่งอ่าวไทยพัดพาความสุข ความทรงจำดีๆเหล่านี้ไปให้ถึงฝั่งอันดามัน และไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นเช่นไร มือข้างขวาที่ขยับได้เพียงข้างเดียวของอาม่าก็พร้อมจะโบกไปมาเป็นสัญลักษณ์แทนการปรบมือแสดงความภาคภูมิใจในตัวหลานสาวของท่านอยู่เสมอ



เดินชมวิวที่พักหลังอิ่มท้อง

ภูมิใจนำเสนอภาพถ่ายฝีมือแบล

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

หัวใจเบิกบานริมหาดเจ้าสำราญ

8 Mar

ภูมิใจนำเสนอ…หาดเจ้าสำราญ


ท้องทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา มองเห็นเพียงผืนน้ำจรดผืนฟ้า ลมทะเลพัดพาเกลียวคลื่นมากระทบฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า ผู้คนไม่พลุกพล่าน รถราไม่ขวักไขว่ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบดีจริงๆ พวกเราชักชวนกันเดินเล่นบนหาดทราย แดดอุ่นจัดจนไม่เหลือไอเย็นจากสายลมหนาวแต่ความสุขกลับเบ่งบานจนล้นทะลักออกมาทางแววตาและบนใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ตัวอักษรบนแนวกันคลื่นกัดเซาะระบุชัดเจนว่า ที่นี่ คือ หาดเจ้าสำราญ

ในอดีตหาดเจ้าสำราญมีชื่อเรียกว่า "ค่ายหลวงบางทะลุ"
เนื่องจากตั้งอยู่ที่ตำบลบางทะลุ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เป็นที่ประทับพักฟื้นจากพระอาการประชวร ค่ายหลวงแห่งนี้มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าว
ปากคลองบางทะลุลงไปทางทิศใต้มีหาดทรายดีพอสมควร
กำลังลมดีและที่สำคัญน้ำทะเลมีแร่ธาตุไอโอดีนสูงกว่าที่อื่นๆ 
พระองค์จึงทรงโปรดให้สร้างพลับพลาที่ประทับ ณ หาดเจ้าสำราญเมื่อปี
พ.ศ.2460 ต่อมาจึงทรงเปลี่ยนชื่อเรียกค่ายหลวงบางทะลุเป็น
"ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ" ด้วยมีพระราชดำริว่านามเดิมไม่ไพเราะ

รัชกาลที่ 6
ทรงโปรดสรงน้ำทะเลและทรงโปรดการปั้นทรายเป็นเมืองทรายมีคูเมืองและลำธารคดเคี้ยว เมืองทรายนี้เองที่ดลพระราชหฤทัยให้พระองค์ท่านมีพระราชดำริให้เริ่มสร้างดุสิตธานี
รากฐานเมืองประชาธิปไตยให้แก่พสกนิกรชาวสยาม

เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ประกอบกับการคมนาคมที่ไม่สะดวก
พระองค์จึงทรงโปรดให้ย้ายพระราชฐานจากค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญไปอยู่ที่หาดชะอำและพระราชทานนามใหม่ว่า "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน"
หาดเจ้าสำราญจึงเป็นเพียงชื่ออนุสรณ์พระตำหนักประทับร้อนหาดเจ้าสำราญนับแต่นั้นมา

ปัจจุบันหาดเจ้าสำราญเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ชายหาดแห่งนี้มีทรายถูกพัดมาทับถมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีทรายที่ละเอียดมากในส่วนของต้นหาด มีสัตว์ทะเลอุดมสมบูรณ์ ยังคงเห็นปูลม ปูเสฉวนวิ่งเล่นอยู่บนหาดทรายอย่างสำราญใจ บริเวณใกล้เคียงมีหมู่บ้านชาวประมง เป็นสวรรค์อีกแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่นิยมความเป็นส่วนตัวและมองหามุมสงบในโลกแห่งการพักผ่อนที่แท้จริง


รอยยิ้มเบิกบานริมหาดเจ้าสำราญ

แผนที่ท่องเที่ยว จ.เพชรบุรี


รอยเท้าของฉันบนผืนทรายแห่งชายหาดเจ้าสำราญอาจถูกเกลียวคลื่นสาดซัดกลบลบหายไปในพริบตา ไม่เหลือร่องรอยของผู้มาเยือนอย่างฉัน ความเบิกบานใจที่เกิดขึ้นในยามสายของวันนี้จะตราตรึงอยู่ในใจฉันไปตลอดกาล แดนดินถิ่นไทยนี้มีสถานที่แห่งความทรงจำอันน่าประทับใจอยู่มากมาย เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอันเป็นที่รัก กับผู้คนต่างถิ่นที่หยิบยื่นมิตรไมตรีให้แก่กัน และความสุขความทรงจำในทุกสถานที่จะไม่มีวันถูกเกลียวคลื่นแห่งกาลเวลาลบเลือนไปจากใจฉัน

"หาดทรายขาวทอดยาวสุดตาหยั่ง

สนริมฝั่งสะบัดไกวในลมหนาว


ทรายละเอียดเบียดแน่นแสนวับวาว

วิเวกราวสวรรค์บนดินถิ่นอ่าวไทย


เกลียวคลื่นเกี่ยวกระหวัดรัดม้วนน้ำ
สายลมซ้ำกระหน่ำมาจากฟ้าใส
สาดซัดฝั่งฝากฝังรอยประทับใจ
ตราตรึงไว้ริมเวิ้งอ่าวเจ้าสำราญ"

-บันทึกไว้ ณ วันที่หัวใจเบิกบาน-

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

แวะหาดปึกเตียนเยี่ยมเยียนนางผีเสื้อสมุทร

7 Mar
อากาศยามเช้าที่เพชรบุรีในช่วงกลางเดือนมกราคมยังคงหนาว
สองสาวตื่นแต่เช้าไปซ้อมวิ่ง ลมเย็นๆพัดมาปะทะจนฉันต้องหยิบแจ็กเก็ตมาสวมทับ
พระอาทิตย์ยังคงงัวเงียอยู่ภายใต้ผ้าห่มฟ้า
ฉันสูดอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอด ดูนกน้อยโผบินออกหากินแต่เช้าตรู่
ครอบครัวเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์จะตื่นเสียอีก
เพื่อมาออกกำลังกาย ฉันเป็นคนสุดท้ายในครอบครัวที่หันมาออกกำลังกายตอนเช้า
หลังจากร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้วพระอาทิตย์จะโผล่หน้ามายิ้มรับเสมอ

หลังจากเสร็จสิ้นกิจวัตรประจำวันยามเช้าแล้ว พวกเราอาศัยสี่ล้อคันเล็กควบพาเราไปยังหาดเพชรก่อนที่จะแวะหาดปึกเตียน หาดเพชรเป็นชายหาดที่อยู่ระหว่างหาดชะอำกับหาดปึกเตียน ก่อนถึงชายหาดมีหมู่บ้านจัดสรรติดถนนแต่กลับรกร้าง ชายหาดก็ไม่กว้างนัก มีร้านอาหารอยู่เพียงร้านเดียว บรรยากาศดูวังเวงเหลือเกิน สองสาวลงไปกระโดดโลดเต้นถ่ายภาพตามที่วัยรุ่นสมัยนี้เขานิยมกัน เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานช่วยให้บรรยากาศที่เงียบวังเวงดูครื้นเครงขึ้น จากนั้นทัวร์แวะชมก็อำลาหาดเพชรมุ่งหน้าต่อไปยังหาดใกล้เคียง


หาดเพชรที่เงียบสงบ


กระโดดท่านี้ มีแต่ลูกลิงของฉัน

หาดปึกเตียนอยู่ในท้องที่ตำบลปึกเตียนใกล้กับหาดเพชร  เดิมเป็นหมู่บ้านในเขต ต.หนองจอก อ.ท่ายาง
จ.เพชรบุรี ได้แยกออกจาก ต.หนองจอกตั้งเป็น ต.ปึกเตียนในปี พ.ศ.2525
และได้รับการยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลปึกเตียน เมื่อวันที่ 23
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 แต่เดิมชาวบ้านเรียก "หาดปึกเตียน" ว่า "หาดตะกาด"
ซึ่งเป็นพื้นที่ชายทะเลที่มีสภาพแห้งแล้ง ดินเค็ม ไม่มีต้นไม้
ต่อมามีชาวบ้านอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เพียงกลุ่มเล็กๆในสภาพแวดล้อมที่โล่งเตียนและแห้งแล้ง
จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านปึกเตียนและหาดปึกเตียนในเวลาต่อมา



หาดปึกเตียนในปัจจุบันกับที่พักสวยๆ

อีกมุมสวยของที่พักริมหาดปึกเตียน

หาดปึกเตียนอยู่ห่างจากหาดเจ้าสำราญไปทางใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นหาดทรายขาวสะอาดแต่ไม่ได้กว้างจนสุดลูกหูลูกตา สามารถเล่นน้ำได้
เอกลักษณ์สำคัญของหาดแห่งนี้ คือ
รูปปั้นตัวละครจากวรรณคดีไทยของบรมครูสุนทรภู่ เรื่อง พระอภัยมณี เพื่อนในวรรณคดีที่เราตั้งใจมาเยี่ยมเยือน เธอยังคงมีสีหน้าเศร้าสร้อย พร่ำเรียกเพรียกหาพระอภัยมณีอยู่ชั่วนาตาปี ใครหนอช่างคิดนำฉากรักระทมของนางผีเสื้อสมุทรกับพระอภัยมณีมาเป็นจุดสนใจของหาด ทำให้เวิ้งอ่าวเงียบสงบดูมีสีสันขึ้นมาถนัดตา นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่บนเกาะเล็กๆทางซ้ายมือของนางผีเสื้อสมุทรด้วย


นางผีเสื้อสมุทร…สัญลักษณ์หาดปึกเตียน

มุขขำๆกับภาพถ่ายที่หาดปึกเตียน


หาดชื่อแปลกที่มีรูปปั้นของตัวละครพลัดถิ่นแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสาย ที่พักสวยๆผุดขึ้นสลอนราวดอกเห็ดต่างจากสภาพดั้งเดิมที่โล่งเตียนแห้งแล้ง หรือนี่จะเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของนางผีเสื้อสมุทรที่ช่วยยื้อยุดฉุดแขกให้มาแวะเวียนชมนาง จะมีก็แต่เพียงพระอภัยมณีเท่านั้นที่ไม่ยอมใจอ่อนปล่อยให้นางผีเสื้อสมุทรต้องยืนออดอ้อนเรียกหาสามีสุดที่รักของเธอเช่นนี้ตลอดไป

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

วัดมหาธาตุวรวิหาร…ตำนานแผ่นดินใต้ร่มเงาพระปรางค์ห้ายอด

7 Mar
การได้มีโอกาสแวะกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองเปรียบเหมือนกับได้เข้าไปฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าของสถานที่ และสถานที่เหล่านั้นมักจะมีตำนานเล่าขานที่น่าสนใจ ฉันเป็นคนสนใจรายละเอียดและเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ต่างๆ ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมและอาหารการกินของท้องถิ่นที่ได้ไปเยี่ยมเยือน เมื่อได้มาเยือนเมืองเพชร ก็ย่อมไม่พลาดโอกาสแวะกราบสักการะพระประธานที่วัดมหาธาตุวรวิหาร (พระอารามหลวงชั้นตรี) วัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเพชรบุรีที่มีอายุกว่า 1,000 ปี (จากหลักฐานการค้นพบซากอิฐสมัยทวาราวดี) เคียงคู่อยู่ใต้ร่มเงาพระปรางค์ 5 ยอดซึ่งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง ผู้คนที่สัญจรไปมาสามารถชื่นชมความงามได้จากทั่วทุกทิศ


ปรางค์องค์ประธานซึ่งอยู่ตรงกลางนั้นมีความสูงกว่า 42 เมตร (ราวตึก 14 ชั้น) สร้างขึ้นจากศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้นตามคติมหายานของขอม มีอายุกว่า 1,000 ปีภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รายล้อมด้วยปรางค์องค์เล็กทั้ง 4 ทิศ


ปรางค์ 5 ยอดที่สวยเด่นทุกมุมมมอง

ส่วนวิหารหลวงนั้นสร้างขึ้นในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา สมัยแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานทรงราชาภรณ์ปางมารวิชัยซึ่งมีพุทธลักษณ์งดงามมากและพระพุทธรูปองค์รองลดหลั่นกันมาอีก 2 องค์ตามแบบนิยมในสมัยนั้น เบื้องหน้าองค์พระประธานมีหลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อวัดเขาตะเคราและหลวงพ่อวัดมหาธาตุหรือหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 8 นิ้ว พระหัตถ์ซ้ายถือพัดซึ่งชาวเพชรบุรีให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความที่องค์พระมีขนาดเล็กหากไม่ใช่เป็นชาวเพชรบุรีแท้ๆจะไม่ทันสังเกตุเห็น หลังจากกราบสักการะพระประธานแล้วชาวเพชรจะถวายดอกไม้ธูปเทียนและปิดทององค์หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ด้วยเสมอ


พระพุทธรูปลดหลั่นกัน 3 ชั้น
ตามแบบฉบับศิลปะสมัยอยุธยา


สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจภายในวิหารหลวงแห่งนี้นอกเหนือจากพระพุทธรูปโบราณและหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์แล้ว เห็นจะได้แก่ลวดลายปูนปั้นที่ฐานพระฝีมือช่างเมืองเพชรและจิตรกรรมฝาผนังทั้งสี่ด้านที่มีลวดลายวิจิตรบรรจงบอกเล่าเรื่องราวในชาดก ตลอดจนลวดลายปูนปั้นที่ประดับโดยรอบพระวิหารหลวงที่วิจิตรงดงามสะท้อนศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา


จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารหลวง


พระวิหารหลวง

ส่วนพระวิหารน้อยซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระวิหารหลวงกับพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่ออู่ทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอู่ทอง ตรงฐานพระเป็นลวดลายปูนปั้นประดับกระจกอย่างสวยงาม พระพุทธรูปปางมารวิชัยนั้นเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในพระอิริยาบถประทับขัดสมาธิ พระหัตถ์(มือ)ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำลงบนพระชานุ(เข่า) นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 ชี้ลงสู่พื้น


พระพุทธรูปหลวงพ่ออู่ทอง ปางมารวิชัย

หากมีเวลาฉันอยากชักชวนให้แวะมาที่วัดมหาธาตุวรวิหารแห่งนี้ ค่อยๆเดินทอดน่องมองศิลปกรรมโบราณอันทรงคุณค่าและวิจิตรตระการตา ดื่มด่ำกับรายละเอียดที่แฝงเร้นอยู่ตั้งแต่ผนังด้านในจนถึงด้านนอกพระวิหารไล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงยอดพระปรางค์ แดดยามบ่ายแก่ๆสาดแสงสีทองทาทาบศาสนสถานราวกับเทพนิมิตรผลงานวิจิตรศิลป์ให้ศาสนิกชนได้ยลศรัทธาแห่งธรรม ถึงแม้พระอาทิตย์ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนแสงแต่พระพายก็ยังอุตส่าห์ส่งน้ำใจปล่อยสายลมพัดผ่านมาเป็นระยะๆ หอบเอาไอแดดที่แผดเผาและไอร้อนที่ห่อหุ้มผิวให้ปลิวไกลออกไป หากได้มาเห็นกับตาจึงจะรู้ว่ามรดกธรรมจากพุทธศาสนิกชนในพันปีก่อนสามารถสืบทอดมาจนถึงรุ่นเราได้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าจากยุคสู่ยุค จากรุ่นหนึ่งส่งผ่านไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ตราบเท่าที่ธรรมยังเป็นศูนย์กลางน้อมนำใจพุทธศานิกชนให้เป็นหนึ่งเดียว


ถึงจะมีร่องรอยทรุดโทรม
แต่ก็ยังงดงามข้ามกาลเวลา

ลวดลายปูนปั้นอันวิจิตร
แสงทองทาทาบขับลวดลายให้โดดเด่น


ยิ่งเพ่งพินิจยิ่งชวนพิศ

อ่อนช้อยในลีลาเทพพนม

งดงามด้วยพลังแห่งศรัทธา

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

เดินเกร่ตลาดฉัตรไชย เลาะริมรั้ววังไกลกังวล

5 Mar
หัวหินในวันวานเป็นเมืองที่เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน
การเดินทางที่สะดวกสบาย ณ เวลานั้น คือ การโดยสารรถไฟ
หัวหินจึงเป็นแหล่งพบปะของหนุ่มสาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม
สถานีรถไฟหัวหินจึงเป็นที่เชิดหน้าชูตา
และตัวอำเภอหัวหินเองนั้นมีตลาดสำคัญๆเป็นแหล่งท่องเที่ยวลือชื่อ เช่น
ตลาดโต้รุ่งหัวหินซึ่งเป็นแหล่งรวมอาหารนานาชาติยามค่ำคืน 
ตลาดฉัตรไชยซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ครั้งสมัย
รัชกาลที่ 7


ปัจจุบันตลาดฉัตรไชยเป็นที่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมในตัวเมืองหัวหิน
ตลาดแห่งนี้สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ในวาระเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ
วังไกลกังวลเป็นครั้งแรกพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี โดยราชสกุลฉัตรไชย
พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงเป็นหัวหน้าดำเนินการจัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่าน
ตลาดแห่งนี้ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามีลักษณะเป็นรูป 7
โค้งอันเป็นสัญลักษณ์ถึงรัชกาลที่ 7
ในปี พ.ศ. 2469
(นับถึงปัจจุบันก็มีอายุอานาม 7 รอบพอดิบพอดี) ปัจจุบันเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อาหารสดและแห้ง

ทางเข้าตลาดฝั่งทิศใต้มีร้านขายอาหารที่ชาวหัวหินแนะนำว่าอร่อยถูกปาก ราคาถูกใจจำพวกก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ขนมไทย ซึ่งเปิดขายกันทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 ตรงปากทางก่อนเดินเข้าไปในตัวตลาดกลิ่นหอมๆของหมูย่างนายแตลอยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง หมูย่างเนื้อนุ่มปรุงรสและหมักจนเข้าที่วางผิงไฟอยู่บนตะแกรง ทานคู่กับข้าวเหนียวนุ่มๆ อร่อยง่ายๆไม้ต้องง้อเชฟในภัตตาคารหรู คนที่ชอบเส้นก็ต้องแวะเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใสรสเด็ดของโกอ้วน ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ลูกชิ้นทำเอง ไม่ผสมแป้งเยอะจนเสียรสชาติ เคี้ยวลูกชิ้นเด้งดึ๋งแล้วซดน้ำซุปรสกลมกล่อมปิดท้าย หากอยากได้ขนมทานเล่นเพลินๆก็เลือกซื้อได้ทั้งขนมข้าวเกรียบปากหม้อ กล้วยแขก กล้วยปิ้ง ข้าวแช่เมืองเพชร หรือข้าวเหนียวมะม่วง เป็นอีกมื้อง่ายๆที่สบายกระเป๋าแต่หนักท้องจนอิ่มแปร้ตาปรือกันเลยทีเดียว

ไม่นานมานี้ (14 มค.53) กลุ่มผู้ประกอบการค้าขายของในตลาดฉัตรไชยได้เดินทางเข้าพบ นายจิระ พงษ์ไพบูลย์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน เพื่อคัดค้านแนวคิดการก่อสร้างอาคารสูง 7
ชั้นในตลาดฉัตรไชยเป็นสถานที่จอดรถให้กับนักท่องเที่ยวและแก้ปัญหาการขาดแคลนที่จอดรถตลอดจนปัญหาการจราจรแออัดเนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองหัวหิน ฉันในฐานะคนต่างถิ่นก็รู้สึกเสียดายหากความทรงจำในวันวานของตลาดฉัตรไชยจะถูกกลืนไปด้วยอาคารสูง 7 ชั้น ได้แต่หวังว่าชาวหัวหินจะร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ภาพอดีตอันสวยงามให้ตกทอดไปสู่ลูกหลานสืบไป


ก่อนอำลาหัวหิน พวกเรานั่งรถเลาะริมรั้วพระราชวังไกลกังวล สถานที่ที่องค์ในหลวงอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยเสด็จมาประทับบ่อยครั้ง แค่ได้เห็นรั้วที่โอบล้อมที่ประทับ แค่ได้เห็นส่วนหนึ่งของอาคาร เราก็รู้สึกเต็มตื้นในน้ำพระทัยของพ่อหลวงที่ทรงงานอย่างหนักมาตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ ในวัย 80 กว่าพรรษาพระองค์ท่านควรได้ทรงสำราญพระทัยที่ได้เห็นประเทศชาติร่มเย็นเป็นสุข พสกนิกรรักใคร่สามัคคีกัน ฉันขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกโปรดช่วยดลบันดาลอภิบาลให้พระองค์ท่านมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

รื่นเริงสำราญกับวันหวานที่เพลินวาน

4 Mar

วันวานยังหวานที่เพลินวาน

เพลงเพลินวาน
ขับร้องโดยบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์
(คลิ้กที่นี่เพื่อฟังเพลง)

ขอขอบคุณข้อมูลเพลงจาก http://bignose.exteen.com/20091001/groove-riders

"ทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันเก่า
เรื่องราวเหล่านั้นที่เกิดวันเมื่อวาน
วันที่โลกยังหมุนช้าๆ
เวลาค่อยๆผ่าน
วันที่ชีวิตยังเพลิดเพลินสนุกสนาน
กับสิ่งต่างๆอย่างรื่นรมย์

และฉันยังจดจำไม่เคยลืม
วันที่เธอและฉันเดินอยู่เคียงข้างกัน
ยังไม่ลืมที่นั่งตรงนี้
ที่เคยมีเธอและฉัน
แบ่งปันสุขทุกข์
ช่วงเวลาเหล่านั้น
ที่ยังไม่มีทางจางจากหัวใจ

อยากกลับไปวันเมื่อวาน ไปพบกับเธอ…เพลินวาน
กลับไปรื่นเริงสำราญ เหมือนวันที่เราเคยรู้จัก
สุขนักเมื่อวันย้อนกลับ

อยากกลับไปวันเมื่อวาน ไปพบกับเธอ…เพลินวาน
ให้จิตใจได้สำราญกับวันและคืนของชีวิต
ถ้าได้มีโอกาสสักนิด คงสุขใจ

แบ่งปันสุขทุกข์
ช่วงเวลาเหล่านั้น
ที่ยังไม่มีทางจางจากหัวใจ

อยากกลับไปวันเมื่อวาน ไปพบกับเธอ…เพลินวาน
กลับไปรื่นเริงสำราญ เหมือนวันที่เราเคยรู้จัก
สุขนักเมื่อวันย้อนกลับ

อยากกลับไปวันเมื่อวาน ไปพบกับเธอ…เพลินวาน
ให้จิตใจได้สำราญกับวันและคืนของชีวิต
ถ้าได้มีโอกาสสักนิด คงสุขใจ
ถ้าได้ใกล้เธอทั้งชีวิต ฉันคงชื่นใจ"


ตัวอาคารมุงสังกะสี จับวางสีสันอย่างลงตัว
สัญลักษณ์ของเพลินวาน

เสียงเพลงแห่งเพลินวานขับขานต้อนรับอาคันตุกะด้วยท่วงทำนองสบายๆของกีตาร์ที่ผสานรับกับจังหวะสนุกสนานของกลองและน้ำเสียงนุ่มๆของผู้ขับร้องจูงหัวใจให้โยกย้ายไปตามจังหวะเพลงและช่วยผ่อนคลายคลื่นความร้อนจากไอแดดที่แผ่ฉาบทั่วตัวให้เย็นลง

"หัวหิน" ขึ้นชื่อว่าเป็นสีสันของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ "เพลินวาน" ก็ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสีสันแห่งหัวหิน เป็นมนต์เสน่ห์แห่งภาพซีเปียที่ซ่อนความทรงจำสีสันสวยงามไว้ภายใน เราไม่สามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาได้ แต่ ณ เพลินวานแห่งนี้ วันวานสมัยคุณตาคุณยายยังสาวถูกหยุดตรึงไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามาซึมซับความสุข ความทรงจำของคนรุ่นนั้นอย่างเพลิดเพลินเจริญตาภายในอาณาบริเวณพื้นที่ 2 ไร่ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิถีชีวิตชุมชนริมคลองมีกลิ่นอายของตลาดน้ำอัมพวา(ซึ่งถูกยกมาวางบนบก)ที่กำลังสนุกสนานครื้นเครงกับงานวัด




สถานีเพลินวาน…สถานีสำราญของวันวาน

ฉันแทรกตัวไปกับคลื่นมนุษย์ที่ค่อยๆไหลผ่านร้านรวงต่างๆถึงแม้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนแต่ก็ยังพอมีที่ว่างให้แวะพักทักทายสินค้าประดามีที่เข้าแถวอวดโฉมรอลูกค้าหยิบจับและซื้อหา ภายใต้ริ้วธงทิวเล็กๆหลากสีที่ปลิวไสว มองไปทางไหนก็เห็นรอยยิ้มจากผู้คน วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งชี้ชวนกันดูหมากฝรั่งบุหรี่ตราแมวและตุ๊กตายางอุลตร้าแมน ในขณะที่กลุ่มใหญ่กว่ากำลังยืนออรอคิวถ่ายภาพในมุมสวยๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ในร้านเสริมสวยที่มีชื่อเรียกสวยหรูว่า "เลิศสะแมนแตน" ก็มีหญิงสาวที่รักความสวยงามของเรือนผมนั่งอมยิ้มชื่นชมฝีมือช่าง ร้านรวงทั้งสองฝั่งต่างก็ประกวดประชันขันแข่งตกแต่งร้านได้สวยงามจนกลิ่นอายยุค 1960 อบอวลทั่วเพลินวาน


บรรยากาศที่เพลินวาน

เสื้อยืดกับคำพูดเก๋ๆและเสื้อผ้าย้อนยุคในร้าน "ไฉไล"

อาหารการกินมีบริการไม่หลากหลายนัก เป็นอาหารง่ายๆจำพวกก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่-หมูแดง-หมูกรอบ สะเต๊ะ ขนมทานเล่นแต่น่าประทับใจตรงที่มีแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อลดจำนวนขยะพลาสติก ดีเจวัยใสกำลังทำหน้าที่เลือกเพลงขับกล่อมแขกเหรื่อของเพลินวาน เสียงดนตรีดังท่ามกลางเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของผู้คนที่กำลังต่อรองราคาสินค้าและกำลังพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระ กว่าครึ่งหนึ่งของฝูงชนอายุอานามไม่เกินสามสิบต้นๆ



ฉันเลือกหาพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งหย่อนก้นลงนั่งเอนหลังกับราวไม้ ฝูงชนที่นี่หลั่งไหลกันมาหาความสำราญกับสีสันแห่งวันวาน "เพลินวาน" เปรียบเสมือนภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งในโทนสีซีเปียเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่แปลกตาในมุมมองของพวกเขา สิ่งแปลกตาที่เป็นภาพความทรงจำอันคุ้นเคยของคนรุ่นปู่ย่าตายาย เราเพียงถูกสะกดให้หลงอยู่ในมายาภาพวันวานแสนหวานด้วยเวทมนตร์แห่งเทคโนโลยีที่คนรุ่นใหม่ปั้นแต่งขึ้นอย่างเหมาะเจาะลงตัว

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

4 Mar
หลังจากเดินชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวันกันจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเราก็แวะมาที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริและมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 4 รอบ (48 พรรษา) ในปี 2546 และเพื่อฟื้นฟูพัฒนาสิ่งแวดล้อมป่าชายเลน ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณและที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดตลอดจนเป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของไทยและชาวโลก

ด้วยเนื้อที่อันกว้างใหญ่ถึง 8,000 ไร่ อุทยานนานาชาติสิรินธรจึงมีพื้นที่จัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย อาทิเช่น ศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสถานีพลังงานถึง 8 แห่ง มีทั้งส่วนนิทรรศการ หุ่นจำลอง แบบจำลอง นอกจากนี้ยังมีสื่อการเรียนรู้ดิจิตอล สื่อสิ่งพิมพ์ ห้องประชุมขนาดเล็กจุได้ 30-40 ที่นั่ง และห้องประชุมขนาดใหญ่จุได้ 200-300 ที่นั่ง รวมทั้งร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก โดยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในอาคารส่วนหนึ่งมาจากระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) กำลังผลิต 45 กิโลวัตต์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ส่วนหน้าของอาคารอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

นอกจากนี้ยังมีค่ายการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มีบริการบ้านพักเป็นหลังสำหรับกลุ่มเล็กไปจนถึงหมู่คณะ มีลานกางเต้นท์รองรับผู้ใช้บริการได้ถึง 100 คนและอาคารเอนกประสงค์ใช้เป็นสถานที่รับประทานอาหารรองรับผู้ใช้บริการได้ครั้งละ 50-60 คน รวมทั้งลานกลางแจ้งมีที่นั่งโอบโค้งแบบขั้นบันไดปูด้วยหญ้า รองรับผู้ใช้บริการ 200-300 คนเหมาะสำหรับทำกิจกรรมภาคกลางคืน


ค่ายสิ่งแวดล้อมนานาชาติก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจของอุทยานนานาชาติสิรินธรแห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรในพระราชูปถัมป์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (มอนส.)และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน ภายในค่ายมีบริการบ้านพัก ลานกางเต้นท์ และห้องประชุมสำหรับ 60-80 คน กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ครูผู้สอนที่อยู่ในโรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน โรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ รวมถึงโรงเรียนอื่นๆที่ สสวท.จัดฝึกอบรม

ห้องเรียนธรรมชาติก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่สามารถสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ ทั้งป่าชายเลนซึ่งมีเส้นทางสะพานไม้ทอดยาวให้เดินชมและศึกษาระบบนิเวศน์ป่าชายเลน อีกทั้งยังมีป่าชายหาดและป่าเบญจพรรณรวมถึงกิจกรรมการปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน กิจกรรมดูนกและอีกนานาสารพันซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยปลุกจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่รวมทั้งผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัยให้หันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและร่วมไม้ร่วมมือจากเรามุกคนในการดูแลรักษาโลกใบใหญ่ใบนี้ให้เป็นสวรรค์สีเขียวของชาวโลกทั้งมวลตราบนานเท่านาน


สถานที่ตั้ง:         เลขที่ 1281 ค่ายพระรามหก ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120
เวลาเปิดทำการ:  09.00-17.00 น. (เก็บค่าเข้าชมคนละ 30 บาท)

เบอร์โทรศัพท์:    032 508 352, 032 508 396
เบอร์แฟกซ์:       032 508 411, 032 508 397

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sirindhornpark.or.th

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)