พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน…วังแห่งความรักและความหวัง

2 Mar
เสน่ห์อันเป็นความทรงจำมิรู้ลืมอีกมุมหนึ่งของชะอำ คือพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าและเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าน่าหวงแหน พระราชวังไม้สักทองสีหวานตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางความร่มครึ้มของแมกไม้นานาพันธุ์หันหน้าออกสู่ทะเลหากแต่ความทรงจำครั้งหลังภายในวังแห่งนี้มีทั้งสุขและเศร้าระคนกันอย่างน่าติดตาม


พระราชนิเวศน์แห่งนี้ (สร้างเมื่อปี 2467) มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายาทรงพระครรภ์นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญยิ่งด้วยทรงมุ่งหวังว่าจะทรงมีพระราชโอรส ทรงเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระที่นั่งสมุทรพิมานในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันซึ่งมีทางเดินไม้มีหลังคาคลุมทอดยาวจากพระตำหนักไปถึงริมทะเล แต่ความหวังของพระองค์ก็สิ้นสลายเมื่อพระนางเจ้าฯไม่สามารถมีพระประสูติกาลหน่อเนื้อเชื้อไขได้เนื่องจากตกพระโลหิต ถึงแม้จะทรงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้งแต่พระองค์ท่านกลับทรงอภิบาลพระมเหสีด้วยน้ำพระทัยเป็นห่วง จึงเป็นที่มาของชื่อ พระราชวังแห่งความรักและความหวัง

     



พระองค์ได้เสด็จกลับมาประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันอีกครั้งพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เมื่อวันที่ 12 เมษายน ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2468 การเสด็จครั้งนี้เสมือนหนึ่งการเสด็จมาอำลาพระราชนิเวศน์ที่ทรงรักโดยแท้ เพราะหลังเสด็จกลับพระนครไม่นานพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 ด้วยพระชนมายุเพียง 46 พรรษาหลังจากสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงประสูติพระราชธิดาเพียง 2 วัน (ประสูติเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2468) สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จึงทรงเป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชนิเวศน์มฤคทายวันประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งใหญ่ 3 องค์ คือ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ ใช้เป็นที่ประชุมและจัดงาน เชื่อมต่อลงมาทางใต้คือ พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประกอบด้วยห้องพระบรรทม ห้องสรงและห้องทรงพระอักษร ถัดจากพระที่นั่งสมุทรพิมานไปทางทิศใต้เป็นพระที่นั่งพิศาลสาคร เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีและฝ่ายใน

พระที่นั่งทุกองค์ก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรปเรียงรายไปตามแนวชายหาด หากแต่พระองค์ทรงประยุกต์รูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย  โดยให้พระที่นั่งทุกองค์ยกพื้นสูง ใต้ถุนโล่งโปร่งสบายมีทางเดินเชื่อมต่อ (Corridor) ในแต่ละพระที่นั่ง หลังคาทรงปั้นหยาสีปูนแดงและพระบัญชรสีฟ้าตัดขอบสีเหลืองนวลให้ความรู้สึกสบายตาช่วยระบายความร้อนและเปิดรับลมเย็นจากทะเล ตรงช่องพระบัญชรมีเครื่องแขวนดอกไม้สดแกว่งไกวไปตามแรงลมดูน่ารักและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น

เครื่องแขวนดอกไม้สดล้อลมเล่นตรงช่องพระบัญชร

พระราชอุทยานในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตั้งชื่อตามบทพระราชนิพนธ์ในพระธีรราชเจ้าทั้งสิ้น คือ "สวนเวนิสวาณิช" ซึ่งทรงแปลมาจาก The Merchant of Venice ของนักประพันธ์ชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ วิลเลียม เช็กสเปียร์ (William Shakespear) เป็นสวนแบบเรอแนสซองส์ (Renaissance) อยู่บริเวณหน้าสุดของเขตพระราชฐานเป็นจุดนัดพบ  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต่อมาคือ "สวนศกุนตลา" ทอดยาวนำไปสู่ทางขึ้นที่ประทับของพระองค์ เป็นลานกว้างมีต้นเข็มนานาพันธุ์โอบล้อมเป็นกำแพงดอกไม้หลากสีสัน ลานกว้างกลางสวนปูด้วยอิฐหกเหลี่ยมใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเลี้ยงรับรองและพื้นที่แสดงโขน ละครต่างๆ และ"สวนมัทนะพาธา" (จากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง มัทนะพาธาหรือตำนานดอกกุหลาบซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดบทละครพูดคำฉันท์ที่่มีสัมผัสและฉันทลักษณ์ถูกต้อง มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง) สวนแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยระเบียงทางเดินทั้งสามด้าน สวยงามด้วยแนวไม้พุ่มทนแดด ทนไอทะเล


รับแดดรับลมทะเลในเขตพระราชฐาน

หลบไอร้อนใต้ร่มไม้ใหญ่นอกสวนศกุนตลา


เราเอนหลังลงพักที่โคนไม้ใหญ่ มองดูเกลียวคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า
แตกกระเซ็นเป็นฟองฝอยสีขาวยามกระทบฝั่งสาดซัดกับหาดทราย ก่อนจะถอยร่นกลับคืนสู่อ้อมอกแห่งทะเลสีคราม วงโอเปร่าธรรมชาติเฝ้าบรรเลงเพลงคลื่นกระทบฝั่งอย่างไม่รู้เบื่อ อีกทั้งท่วงทำนองยังแตกต่างกันไปในแต่ละเวลาและฤดูกาล คอยขับกล่อมผู้มาเยือนพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวังด้วยความประทับใจมิรู้ลืม

แบลกับมี้

ก่อนเข้าเขตพระราชฐาน


ภายในเขตพระราชฐาน


เวลาเปิดให้เข้าชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน:

วันจันทร์-วันศุกร์                      08.00 – 16.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์/วันหยุดราชการ   08.30–16.00 น.

ค่าเข้าชม:                             ผู้ใหญ่ 30 บาท/ เด็ก 15 บาท
(ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 032 508 039

***อ่านเรื่องราว บันทึกกลางสายลมหนาว เล่าเรื่องเมืองเพชรบุรี (คลิ้กจากหัวข้อด้านล่าง)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: